สระน้ำที่กว้างขนาด ๑ ไร่ สระทั้งสระมีปลาเพียงตัวเดียว เป็นปลาที่มีความรวดเร็วประดุจสายฟ้า ลัดนิ้วเดียวไปอยู่ขอบสระอีกด้านหนึ่งได้ ชาวประมงผู้มีแหอยู่ในมือ ต้องการจะจับปลาตัวนั้น ชาวประมงบางคนก็เหวี่ยงแหสุ่มไปทั่วทั้งสระ เขาก็เหนื่อยเปล่า บางคนก็ไปเอาแหขนาดเท่ากับสระ แต่เขาก็เหวี่ยงแห่ผืนใหญ่ขนาดนั้นไม่ไหว ก็เหนื่อยเปล่า แต่มีชาวประมงผู้ฉลาดผู้หนึ่ง เขาคอยจ้องอยู่ตรงที่ปลามันผุดมีน้ำกระเพื่อมทำปากให้ผัสสะกับผิวน้ำ เขามีปัญญารู้ชัดว่า เมื่อปลาผุดที่ใดแล้ว ทั้งในน้ำและผิวน้ำ ทั่วทั้งสระบริเวณอื่นๆ จะว่างเปล่า ก็สมัยใดที่ปลามันผุดตรงหน้า เขาก็เหวี่ยงแหตรงที่มันผุด ก็เป็นอันว่าสมัยนั้น เขาจับปลาตัวนั้นได้แล้ว
ในที่นี้ ปลาตัวนั้นคือความรู้สึก คือขันธ์ ๕
สระน้ำคือ ธาตุ ๔ อันประกอบกันเป็นแขนขาลำตัว เป็นรูปกายที่มองจับต้องได้นี้
สมัยที่ปลาผุดมีน้ำกระเพื่อมกระทำปากให้ผัสสะกับผิวน้ำ คือสมัยที่รู้สึกอยู่ตรงนิ้ว ตรงมือ ตรงแขน ฯ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งกำลังไหว กำลังเคลื่อน หรือกำลังผัสสะ
คำว่า เขามีปัญญารู้ชัดว่า เมื่อปลาผุดที่ใดแล้ว ทั้งในน้ำและผิวน้ำ ทั่วทั้งสระบริเวณอื่นๆ จะว่างเปล่า คือ ขันธ์ ๕ นี้ ทำงานเป็นทีมงาน เกิดดับอยู่ด้วยกันทีละขณะ หรือจิตนี้ เกิดดับได้ทีละดวง จะเป็น ๒ ดวงในขณะเดียวกันหาได้ไม่ เมื่อมีความรู้สึกตรงที่นิ้วกำลังขยับจุดเดียว ตรงอื่นทั่วรูปกายจะว่างจากความรู้สึก แม้การตรึกนึกคิด ดำริ จงใจ ครุ่นคิด ทั้งหลายทั้งปวงก็ดับสนิท
คำว่า เขาก็เหวี่ยงแหตรงที่ปลาผุด คือ มีสติประคับประคอง ให้ตรงต่อมือที่กำลังขยับเคลื่อนเป็นต้น ซึ่งจะตรงต่อความรู้สึกที่กำลังปรากฏ หรือมีสติประคับประคองตรงสัมปชาโน ที่กำลังปรากฏซึ่งหน้า
คำว่า เป็นอันว่าสมัยนั้นเขาจับปลาตัวนั้นได้แล้ว คือ หยั่งความรู้สึกถูกต้องตรง ฐานใดฐานหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ ได้แล้ว ยกจิตสู่พระไตรลักษณ์ได้แล้ว แม้ที่มือขยับ ก็เป็นการยกจิตสู่พระไตรลักษณ์ เห็นพระไตรลักษณ์ตรงมือนั้นเทียว
ขันธ์ ๕ นั้น แม้มีรูปขันธ์ รวมอยู่ด้วย แต่รูปขันธ์ดังกล่าว เป็นรูปปรมัตถ์ มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ถึงแม้จะมองไม่เห็นขันธ์ ๕ แต่สมัย ที่เขาผัสสะกระทบกันอยู่ภายใน ก็เป็นสมัยที่เราหยั่งให้ถูกต้องเขาได้ อุปมาเหมือนลมที่พัด ที่จริงเราก็ไม่เห็นลมๆ เหมือนขันธ์ ๕ ที่เรามองไม่เห็น แต่เราเห็นใบไม้ไหว เห็นฝุ่นปลิว ก็รู้ว่าใบไม้แลฝุ่นเหล่านั้นไหวได้เพราะกำลังผัสสะอยู่กับลม มีการกระทบอยู่กับลม เราก็อาศัยหยั่งลงที่รูปที่กำลังไหว ก็ย่อมถูกต้องเข้าที่ลมด้วย
ในความรู้สึก จะรู้สึกตรงนิ้วขยับ ตรงแขน ตรงลิ้น จะตรงส่วนไหนของร่างกาย ที่กำลังไหว กำลังผัสสะ ณ ที่ๆ รู้สึกนั้น มีขันธ์ ๕ เกิดดับปรากฏอยู่ด้วยกันทั้ง ๕ ขันธ์
เห็นในความรู้สึก อย่างเดียว เป็นการเห็นรูป(ขันธ์) ด้วยแล้ว มิใช่เป็นการเห็น นาม อย่างเดียว
ดังนั้น ในพระปริยัติธรรม ท่านจึงเรียกรวมกันในทุกที่ว่า "เห็นรูปนามเกิดดับ" จะไม่มีที่ใดที่แยกใช้ว่า "เห็นรูป เกิดดับ" หรือ "ห็นนามเกิดดับ" โดยส่วนแห่งคำอย่างใดอย่างหนึ่งฝ่ายเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น