มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ดินน้ำไฟลม ประกอบเข้าเป็นรูปกายมนุษย์ เป็นกายนอก ที่ จับต้องมองเห็นนี้ มิใช่รูปขันธ์ในขันธ์ ๕
มนุษย์มีขันธ์ ๕ ขันธ์ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เป็นทีมงานที่สามัคคีทำงานอยู่ด้วยกัน เข้าสวมอยู่ในกายธาตุที่จับต้องได้นี้ มันมีรูปขันธ์ ที่ซ้อนอยู่ในรูปกาย
ขันธ์ ๕ นี้ โดยทั่วไป ภาษาพูดเรียกว่า วิญญาณ เข้ามาอาศัยใน รูปกายนี้ เมื่อตายภาษาพูดก็บอกว่าไม่มีวิญญาณ ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า วิญญาณในที่นี้ กับวิญญาณขันธ์ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน
ก็แม้เฉพาะวิญญาณขันธ์ประการเดียว เข้าอาศัยแล้วออกไป เราคงจะไม่เจ็บ ไม่จำ ไม่นึกคิด มิใช่หรือ แต่ทำไม เรามีเจ็บ มีจำ มีการนึกคิด นั่นแสดงว่า ภาษาพูดดังกล่าวคลาดเคลื่อน แท้จริงแล้วคำว่า วิญญาณ (ในภาษาพูดดังกล่าว) ก็คือขันธ์ ๕ มีอยู่ครบด้วยกันทั้ง ๕ ประกอบกันเข้าทั้ง รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ อยู่ในคำว่าวิญญาณนั้นด้วย
ศพ ภาษาพูดเรียกปราศจากวิญญาณบ้าง วิญญาณออกจากร่างบ้าง คล้ายกับว่าเฉพาะวิญญาณขันธ์ ตัวเดียวที่ไม่มีเสียแล้ว ซึ่งก็คลาดเคลื่อนอีกนั่นแหละ ก็แม้ศพนั้นไปแต่วิญญาณ แสดงว่าในศพยังมีเวทนาขันธ์ ยังมีสัญญาขันธ์ ยังมีสังขารขันธ์ เหลืออยู่ด้วยหรืออย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งว่า ศพนั้นยัง รู้จักเจ็บ รู้จักจำ ยังรู้จักการนึกคิด
ศพ เป็นสภาพที่ปราศจากความรู้สึก แสดงว่าความรู้สึก กับขันธ์ ๕ นี้ คือตัวเดียวกัน
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ขันธ์ ๕ นี่แหละเป็นตัวทุกข์ นั่นก็ตรงกับความเป็นจริงที่คนทั่วไปเข้าใจแล้วว่า ความทุกข์ ของคนเรา มันทุกข์ อยู่ในความรู้สึก รูปกายส่วนแขนขา ที่มันชา มันไม่รู้สึก เอาเล็บไปหยิก มันจะไม่เจ็บ มันก็ไม่ทุกข์
เมื่อศพ เป็นสภาพที่หมดความรู้สึก และความรู้สึกคือขันธ์ ๕ นั่นแสดงว่า ขณะที่ตาย ย่อมมีอาการที่เกิดปรากฏการณ์ที่ มีรูป(ขันธ์)ทิ้งรูปเสียด้วย และมันก็แสดงอยู่โดยปริยายว่า ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มันยังมีรูป ที่ซ้อนอยู่ในรูปอีกชั้นหนึ่งด้วย มิฉะนั้นแล้ว มันคงจะมีรูป(ขันธ์) ที่ทิ้งรูป(กาย) ในขณะตาย หาได้ไม่
รูป(ขันธ์) ที่ซ้อนอยู่ในรูป (กายนอก) นี่แหละ ท่านอาจารย์แป้นเรียกว่า กายในกาย เป็นรูปปรมัตถ์ จะต้องดูด้วยตาปัญญาอีกทีหนึ่ง จึงจะเห็นได้ ทั้ง กายในกาย เป็นที่แห่งหนึ่ง สำหรับยกจิตมาวางในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตามหลักสติปัฏฐาน ๔
บางท่านเข้าใจ(ผิด)ว่า รูปกายที่จับต้องมองเห็นได้ กับรูปขันธ์ เป็นตัวเดียวกัน ก็เข้าใจสืบต่อไปว่า สิ่งที่พรากไปจากศพ ไปเพียง ๔ ขันธ์ คือไปแต่เพียง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณ เท่านั้น ทิ้งรูปขันธ์(คือรูปศพ) ไว้
แม้ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องแล้วละก็ มนุษย์ที่ตายทุกคน จะต้องไปเกิด เป็นอรูปพรหม เท่านั้น ซึ่งเป็นภพภูมิที่ไม่มีรูป จะไปเกิดในภพภูมิที่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ไม่ได้อีก ก็ท่านบอกว่า รูปขันธ์มันไม่ได้ไปด้วย นี้ก็เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า รูปกายที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ กับรูปขันธ์เป็นตัวเดียวกัน มันก็จะขัดกันเองอย่างนี้
สมัยนี้ มีการผลิตหุ่นยนต์ที่มีคนเข้าไปควบคุมในตัวหุ่น ควบคุมอยู่ให้หุ่นยนต์ขยับแขนขาลำตัว คู้เหยียดเคลื่อนไหว เหมือนขันธ์ ๕ เข้าอาศัยในรูปกายอันประกอบกันเข้าด้วยดินน้ำไฟลม นี้
ต่างแต่เพียงว่า บุคคลผู้นั่งในหุ่นยนต์นั้น นั่งตรงจุดควบคุมแห่งเดียว เมื่อจะยกมือขยับนิ้วหุ่น ก็เพียงกดปุ่มโน้นปุ่มนี้ ไม่ต้องออกจากลุกจากที่หรือออกจากตัวหุ่นเดินมายกมือขยับนิ้วหุ่นแต่อย่างใด แต่ขันธ์ ๕ ที่เข้าสวมอาศัยควบคุมรูปกายนี้ ถ้ามันต้องการให้มือคู้เหยียด ขยับนิ้ว มันก็ต้องย้ายทีมงานทั้ง ๕ เคลื่อนไปทำการงานอยู่ตรงมือตรงนิ้วที่กำลังขยับนั้น เพียงจุดเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น