วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 85

มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง
อาศัยอยู่บ้านหลังหนึ่ง
ทุกๆเช้า ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้าน
จากหน้าต่างชั้นบนบ้าน
และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง
" เพื่อนบ้านเรานี่
ซักผ้าไม่เป็นเลย
เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน
ไม่รู้เขาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร
หรือใช้วิธีซักอย่างไร "

สามีก็ตอบว่า
"อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย
เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน"

แต่ภรรยาก็ยังไปแอบดูเพื่อนบ้านอยู่ทุกเช้า
จากหน้าต่างข้างบนบ้าน
และวิ่งกลับมารายงานสามีทุกเช้า

"เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว"

ต่อมาวันหนึ่ง
ภรรยาวิ่งลงมารายงานสามี
ด้วยความแปลกประหลาดใจ
"ไม่เข้าใจจริงๆ
ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น
เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด
อยากจะรู้เหลือเกินว่า
เขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร
หรือทำอย่างไร.."
สามีหัวเราะและกล่าวว่า

"นี่..ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน เมื่อเช้าฉันตื่นแต่เช้ามืด
และไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้ใสสะอาด..
ก่อนหน้านี้ กระจกมันสกปรก
เธอมองออกไป ก็เห็นแต่ความสกปรก.."

มนุษย์เราชอบมองคนอื่น
โดยผ่านจิตใจของเราออกไป
เมื่อจิตใจของเราสะอาด
เราก็จะเห็นแต่ความดีงามรอบๆตัว

แต่ถ้าจิตใจของเราสกปรก เราก็จะเห็นแต่ความสกปรกรอบตัว
การที่เราเห็นแต่ความเลวรอบๆตัวเรา เราต้องเข้าใจว่า
แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราเห็น มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา
และเราจะต้องหาทางฝึกจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
ถ้าเราเห็นแต่สิ่งที่เลว จิตใจก็ไม่สงบ
เราก็จะกลุ้มอกกลุ้มใจ มีความทุกข์

แต่ถ้าเราหัดมองในแง่ดี เราก็จะคิดแต่สิ่งที่ดี
จิตใจก็จะเบิกบานและมีความสุข

คนที่ถูกนินทาด่าว่ามีอยู่ทั่วไป ถ้าจะเพิ่มเราเป็นผู้ถูกนินทา
เข้าไปอีกสักคน จะเป็นไรไป

ธรรมมะ บทที่ 84

คนเราเมื่อตายไปแล้ว ทรัพย์สมบัติแม้แต่เข็มสักเล่มเดียว
ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้
วิธีเดียวที่จะนำทรัพย์ติดตัวไปได้ คือการนำทรัพย์นั้นไปทำทาน เป็นประโยชน์
แก่ผู้มีชรา (ความแก่) พญาธิ (ความเจ็บ) มรณะ (ความตาย) เผาผลาญอยู่
ถ้ารู้จักออกด้วยทาน ทรัพย์นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขาได้
ทรัพย์ที่บำเพ็ญทานแล้วเชื่อว่าขนออกแล้ว
ดูเถอะเจ้าของเรือนที่ถูกไฟไหม้ ทรัพย์ใดที่ขนออกได้ก็เป็นประโยชน์แก่เขา
ส่วนทรัพย์ใดที่ขนออกไม่ได้ก็ต้องถูกไฟไหม้อยู่ในเรือนนั่นเอง
ทานที่ให้แล้วไม่ได้บุญ

1.ให้ทานสุรายาเสพติด เช่นบุรี่ เหล้า ฝิ่น กัญชา ยาบ้า ฯลฯ

2.ให้อาวุธเช่น เขากำลังทะเลาะกัน ยื่นปืนให้ ยื่นมีดให้

3.ให้มหรสพ เช่น พาไปดูหนัง ดูละคร ฟังดนตรี เพราะทำให้กามกำเริญ

4.ให้สัตว์เพศตรงข้าม เช่นหาสุนัขตัวเมียไปให้ตัวผู้หาสาวๆให้เจ้านาย

5.ให้ภาพลามก รวมถึงหนังสือลามกและสิ่งยั่วยุกามารมณ์ทั้งหลาย
ชีวิตของคนเราจึงดำรงอยู่ได้ด้วยทาน
เราโตมาได้ก็เพราะทาน เรามีความรู้ด้านต่างๆก็เพราะทาน
โลกนี้จะมีสันติสุขได้ก็เพราะทานการให้
จึงเป็นสิ่งจำเป็น และมีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษย์ชาติ

ธรรมมะ บทที่ 83

ป ริ ศ น า ธ ร ร ม จ า ก พิ ธี ก ร ร ม ใ น ง า น ศ พ
: อุบายการสอนธรรมะอันแยบคาย

ศาสนพิธี ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ การกระทำแต่ละขั้นตอนนั้น
โบราณท่านได้สอนธรรมะไว้ในพิธีกรรมเหล่านั้นไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย
เช่น ประเพณี พิธีกรรมใน งานศพ

๑. การรดกัน ที่มือของผู้ตาย

ซึ่งบางท่านเข้าใจว่าเป็นการขอ อโหสิกรรม
ความจริงแล้วมุ่งเตือนสติผู้ที่มาร่วมงานว่า
ผู้ที่ตายทุกคนไปแต่มือเปล่าไม่ได้อะไรติดตัวไปเลย แม้แต่น้ำที่เทลงฝ่ามือก็ไหลร่วง

๒. เอาเงินเหรียญ ใส่ปาก

ก็เพื่อจะเตือนให้รู้ว่า แม้แต่บาทเดียวก็เอาไปไม่ได้
เพราะสัปเหร่อบางคนเขายังควักออกมา

๓. มัดตราสังข์ สามเปราะ

มัดที่คอ หมายถึง บ่วงรักลูก มัดที่มือ หมายถึง บ่วงรักสามี-ภรรยา
มัดตรงข้อเท้า หมายถึง บ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ติดอยู่สามบ่วงนี้ ไป นิพพาน ไม่ได้ ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏไม่มีจบสิ้น

๔. เคาะโลง รับศีล ไม่ใช่ให้ คนตาย มารับศีล

แต่เพื่อเป็นการบอกคนที่มาร่วมงานว่าเอาแต่มัวเมาประมาทขาดสติ
ไม่สนใจในหลักธรรมคำสอน เมื่อตายไปหมดโอกาสทำความดี
จะเคาะจนโลงแตกก็ลุกขึ้นมาไม่ได้

๕. จุดตะเกียง หรือจุดเทียน ไว้หน้าศพ

เตือนให้รู้ว่าการเกิดของคนเราต้องการแสงสว่าง
ต้องมี พระธรรม เป็นดวงประทีปช่วยส่องทางเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต

๖. สวดอภิธรรม มักสวดเป็น ภาษาบาลี

คนเป็นฟังไม่รู้เรื่อง จึงนึกว่าสวดให้คนตาย
แต่จริงๆ แล้วเป็นการสวดเพื่อสอนคนที่ยังมีชีวิตอยู่
เพื่อที่จะได้นำหลักธรรมไปปฏิบัติให้เกิดผลดีในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นแม้จะฟังไม่เข้าใจแต่เพื่อให้การฟังสวดอภิธรรมเกิดผล
ควรสำรวมส่งจิตไปอยู่กับเสียงพระสวด
ให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเสียงพระสวดก็เกิดสมาธิจิตได้

๗. บวชหน้าไฟ

มักเข้าใจว่า เป็นการบวชจูงผู้ตายขึ้นสวรรค์
ความจริงนั้นไม่ใช่ เพราะการบวชหน้าไฟเป็นการ ปลงธรรมสังเวช
เบื่อหน่ายต่อชีวิตในโลกีย์วิสัย ไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาส
มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นเข้าสู่มรรคผลนิพพาน

๘. การนิมนต์พระจูงออกหน้าศพ

เพื่อจะสอนคนที่ยังอยู่ให้ได้สำนึกว่า
ตอนที่ยังอยู่ต้องเดินตามหลังพระ
หมายความว่าได้เดินตามพระธรรมคำสอนของพระนั่นเอง
จึงอยู่ดีมีสุข มีความเจริญก้าวหน้า

๙. การ เวียนซ้าย ๓ รอบ

หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม
อันมี กามภพ รูปภพ อรูปภพ ด้วยอำนาจ กิเลสตัณหาอุปทาน
ก็จะเป็นทุกข์ไม่จบสิ้น ฉะนั้นต้องทวนกระแสกิเลส
เป็นการสอนธรรมชั้นสูง จึงได้พาศพเวียนซ้าย

๑๐. การใช้ น้ำมะพร้าว ล้างหน้าศพ

เพื่อชี้ให้เห็นว่า น้ำมะพร้าวเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์
ผู้เข้าสู่มรรคผลนิพพาน ต้องชำระจิตให้สะอาดด้วยน้ำพระธรรม

๑๑. การแปรรูปหลังจากเผาแล้ว

มีการเก็บ อัฐิ และมีการเขี่ย ขี้เถ้า ผู้ตายให้เป็นรูปร่าง
กลับไปกลับมาเพื่อจะบอกว่า ได้กลับชาติใหม่แล้วตามวิบากของกรรมต่อไป

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 82

บรรดากิเลสทั้ง 3 คือ ราคะ (โลภะ) โทสะ โมหะ ท่านว่ามีโทษหนักเบาไม่เท่ากัน ราคะนั้นดูเหมือนว่ามีโทษเบา แต่ละได้ยาก โทสะมีโทษหนักแต่ละได้ง่าย ส่วนโมหะมีโทษหนักและละได้ยาก เฉพาะโทสะ(ความโกรธ ความขุ่นเคือง) นั้น เวลามันเกิดขึ้นจะเอะอะตึงตัง มึงมาพาโวย เรียกว่าเห็นช้างเท่าหมู ไม่กลัวใคร แต่ก็มักสงบง่าย เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าความโกรธมีโทษมาก

ท่านบอกวิธีเอาชนะความโกรธ 9 วิธี สำหรับผู้มักขี้ยัวะ ลองฝึกปฏิบัติดูนะครับ ถ้าได้ผลอย่างไร ช่วยบอกผมด้วย จะได้ทำตามเพราะผมก็ใช่ย่อยเหมือนกัน ลูกศิษย์บางคนว่า อะไรๆ ก็ดี แต่ดุชะมัดญาติว่าอย่างนั้น

1.ให้นึกถึงผลเสียของคนมักโกรธ

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า คนที่โกรธคนอื่นนับว่าเป็นคนเลวอยู่แล้ว แต่ใครโกรธตอบเขากลับเป็นคนเลวกว่า พระองค์ทรงสรรเสริญเมตตา ความรักและความปรารถนาดีต่อกัน ถ้าเรามัวเป็นคนมักโกรธ ไม่รู้จักเมตตารักใคร่คนอื่นบ้างเลย จะนับว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

เวลาเขาโกรธเรามา เราไม่โกรธตอบ นับว่าเป็นผู้เอาชนะใจคนได้ เอาชนะสงครามที่ชนะได้แสนยากและยิ่งรู้ว่าเขาโกรธและ ขุ่นเคืองเรา เราไม่แสดงอาการโกรธและขุ่นเคืองออกมา นับว่าได้ทำประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งแก่ตนเองและแก่คนที่โกรธเรา(การทะเลาะเบาะแว้ง หรือลงไม้ลงมือประหัตประหารกันก็จะไม่เกิดเพราะเราตั ดไฟแต่ต้นลม)

2.ให้พิจารณาโทษของความโกรธ

คนเราเวลาไม่โกรธก็ดูดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอโกรธขึ้นมาก็กลายเป็นคนละคน หน้าตาจะบูดเบี้ยวแดงก่ำ บางคนมือไม้สั่นยังกับเจ้าเข้า เต้นแรงเต้นกา ปากก็กล่าวคำหยาบ ไม่รู้ไปสรรค์หาคำด่ามาจากไหน ไม่มีความสง่า สวยงามเหลือแม้แต่นิดเดียว เรียกว่าเป็นนางฟ้าอยู่หยกๆ กลายเป็นนังยักษ์ขมูขีทันที

หรือถ้าจะให้ชัดเวลาที่เราโกรธ ลองส่องกระจกดูก็แล้วกัน หน้าที่ที่สวยงามยิ้มแย้มแจ่มใส มีเสน่ห์น่ารักนั้น ไม่รู้มันหายไปไหนกลายเป็นหน้ายักษ์หน้ามาร น่าเกลียดน่าชัง เมื่อพิจารณาเห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของตนเองอย่างน ี้แล้ว ความโกรธที่มีมาก็อาจหายไปได้

3.นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ

เวลาเราโกรธใครส่วนมากก็ขุดเอาแต่เรื้องที่ไม่ดีมาด่ าว่า ทีนี้ลองพยายามคิดถึงความดีของเขาดูสิ ว่าเขามีดีอะไรบ้าง เพราะตามธรรมดานั้น คนเราย่อมมีดีและไม่ดีเหมือนๆ กันต่างแต่ว่าใครจะดีมากดีน้อยเท่านั้น ไม่มีใครดอกที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรือชั่วร้อยเปอร์เซ ็นต์ เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาทำให้เราโกรธไม่พอใจ นั่นเป็นจุดที่ไม่ดีของเขา เราก็ไม่ควรมองแต่จุดนั้น ลองหันไปดูจุดดีของเขาบ้าง เมื่อมองหาจุดดีก็อาจประหลาดใจว่า แท้ที่จริงแล้วเขามีความดีมากมาย "เขามีความไม่ดีบ้างก็ช่างเขา..." อะไรประมาณนั้น

นึกได้อย่างนี้แล้วความโกรธที่มีอยู่อาจหายไปได้

4.ความโกรธทำให้ศัตรูสมใจ

นอกจากทำให้ตัวเองทุกข์แล้วยังสาสมใจศัตรูด้วย เวลาถูกความโกรธครอบงำ จิตใจเรามักร้อนรุ่มยังกับหอบกองไฟลุกโชนไว้ในอก หาความสุขไม่ได้ ที่สำคัญคือเรากำลังทำตนให้เป็นที่สะใจแก่ศัตรูผู้มุ ่งร้ายแก่เรา โดยที่เขามิได้ลงทุนเลย เราทำให้เขาแท้ๆ

คนที่ไม่ชอบเรา เขามักคิดภาวนาในใจ(พูดให้ชัดคือสาปแช่ง) ว่า "เจ้าประคุณ ขอให้ไอ้/อี...มันพินาศฉิบหายในเร็ววันเถิด" ถ้าเราเป็นคนมักโกรธ ก็เท่ากับเรากระทำการต่างๆ เข้าทางศัตรู โดยที่เขาไม่ต้องเสียแรงเสียเวลามาทำให้เราเลย

ให้สอนตนเสมอว่า "คนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงแกล้งทำสิ่งไม่ถูกใจให้เจ้า แล้วไฉนเจ้าจึงช่วยให้เขาสมปรารถนา ด้วยการปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นเล่า"

" เวลาเจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถทำทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เขา มิหนำซ้ำ เจ้าได้ทำร้ายตัวเองเข้าแล้ว ด้วยความทุกข์เพราะความโกรธนั้น"

5.พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน

ให้คิดว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน ต่างก็จะได้รับผลแห่งกรรมที่ตนทำ เราโกรธเขา แสดงว่าเราได้ทำอกุศลคือกรรมชั่ว กรรมชั่วที่เราทำลงไปมันก็จะมีผลร้าย ก่อความเสียหายขึ้น เราก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น ดุจเอามือทั้งสองกอบถ่านที่ลุกโชน มือทั้งสองของเราก็ไหม้เอง หรือดุจเอามือกอบอุจจาระไปโปะคนอื่น ตัวนั้นแหละย่อมเปรอะอุจาระก่อน

เมื่อพิจารณาเห็นว่าทุกคนต่างก็มีกรรมเป็นของตนเช่นน ี้ ก็จะเห็นในฝ่ายเขาเช่นเดียวกันว่า ถ้าเขาโกรธเขาก็ได้ทำกรรมไม่ดี และจะได้รับผลแห่งกรรมไม่ดีเช่นเดียวกัน เมื่อต่างคนต่างมีกรรมเป็นของตน เก็บเกี่ยวผลแห่งกรรมของตนอยู่แล้ว เรื่องอะไรมามัววุ่นวายโกรธกันอยู่ทำไม ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่กรรมดีมิดีกว่าหรือ

6.พิจารณาพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า

พระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพิจารณาจากช่วงไหน ก็จะเห็นชัดเหมือนกันว่า พระองค์ทรงมีเมตตา ไม่โกรธใคร ขณะทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็ทรงเอาความด ีชนะความชั่วตลอดมา แม้จะถูกกลั่นแกล้งโดยผู้ไม่ปรารถนาดี ก็ไม่ถือโทษ ดังเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นภูริทัต จะถูกศัตรูทรมานอย่างไรก็ไม่โกรธไม่ทำร้ายตอบ ทั้งๆ ที่อยู่ในฐานะจะทำได้

เมื่อพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถูกเทวทัตจองล้างจองผลาญต่างๆ นานา ขนาดกลิ้งก้อนหินหมายประหารชีวิตพระองค์ แต่ก้อนหินปะทะง่อนผา สะเก็ดหินกระเด็นไปต้องพระบาท ได้รับทุกขเวทนาอย่างกล้า อีกครั้งหนึ่งสั่งให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อทำร้ายพระพุ ทธองค์ถึงแก่ชีวิต ขณะเสด็จออกโปรดสัตว์ในเมือง พระองค์ก็ไม่ทรงถือสา กลับมีเมตตาต่อเทวทัตผู้มุ่งร้ายพระองค์สารพัด

บางครั้งถูกอันธพาลที่ได้รับจ้างจากผู้มุ่งร้ายพระอง ค์ตามด่า ตลอดเจ็ดวัน พระองค์ก็ทรงสงบนิ่ง แผ่เมตตาจิตให้พวกเขา ไม่ทรงโกรธตอบ จนพระอานนท์ทูลให้เสด็จไปที่อื่นที่ไม่มีคนด่า พระองค์ตรัสสอนพระอานนท์ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาโดยการหนี ก็คงหนีไปไม่มีที่สุด เพราะคนส่วนมากทุศีล ที่ถูกคือให้อดทนต่อคำล่วงเกิน ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา

เมื่อพิจารณาถึงพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้าอย่างนี้แล ้ว ได้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเผชิญเรื่องที่เลวร้ายกว่าเ รา พระองค์ยังทนได้ เมื่อเราปฏิญาณว่าเป็นสาวกของพระองค์ ไฉนไยไม่ดำเนินตามรอยยุคลบาทเล่า เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ความโกรธอาจหายไปได้

7.พิจารณาความเกี่ยวพันกันในสังสารวัฏ

นี่ก็เป็นวิธีที่หนึ่งที่จะดับความโกรธได้ คือให้คิดว่าในโลกนี้ ไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันมาก่อน หากใครมาทำให้ท่านเกิดความโกรธ ก็ให้พิจารณาว่า คนๆ นี้อาจเคยเป็นบิดามารดาเรามาก่อน ในชาติใดชาติหนึ่งที่ล่วงมาแล้วก็ได้ หรืออาจเป็นแฟนเป็นกิ๊กที่เรารักสุดชีวิตมาก่อนก็เป็ นได้ แล้วเรื่องอะไรเราจะมาโกรธพ่อเรา แม่เรา หรือคนรักของเรา ถ้าพิจารณาอย่างนี้แล้วความโกรธที่มีก็อาจสงบได้

8.พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

ความโกรธเป็นปฏิปักษ์ของเมตตา ขณะใดความโกรธเกิดขึ้น ลองหันมาพิจารณาถึงคุณประโยชน์ของเมตตาดูสิว่า เมตตาความรักความปรารถนาดีต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร เมื่อพิจารณาถึงความดีงามของเมตตา ก็อาจระงับความโกรธได้

ความดีงามหรืออานิสงส์ของเมตตา พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่ามี 11 ประการคือ

1.คนที่มีเมตตานอนหลับก็เป็นสุข

2.ตื่นขึ้นมาก็เป็นสุข คือหน้าตาสดใสเบิกบาน

3.ไม่ฝันร้าย

4.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ใครเห็นใครก็รัก มีเสน่ห์

5.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกัน ภูตผีเทวดาก็รัก คนมีเมตตาผีไม่หลอกหลอน แทนที่จะหลอกหลอนกลับให้อารักขา อยู่อย่างปลอดภัยเสียอีก

6.เทวดาอารักขา

7.ปลอดภัยจากอัคคีภัย ยาพิษ และศาสตราอาวุธ

8.จิตเป็นสมาธิได้เร็ว

9.สีหน้าผ่องใสเบิกบาน

10.ถึงคราวตายก็ตายอย่างมีสติ

11.ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมสูงกว่า ตายไปก็เข้าถึงพรหมโลกแน่นอน

ถ้าอยากมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ก็พึงพยายามเป็นคนไม่โกรธ หัดเป็นคนมีเมตตาเป็นธรรมประจำใจให้ได้

9.ให้แยกธาตุ

วิธีแยกธาตุนี้เป็นวิธีที่ได้ผลชงัดนัก เพราะตราบใดเรายังมองเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นตัวเป็นคนเป็นนายนั่นนางนี่อยู่ ความโกรธก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราแยกธาตุเสีย ทั้งธาตุเขาและธาตุเรานั้นแหละ ความโกรธก็อาจหายไป เพราะไม่รู้ว่าจะไปโกรธส่วนไหน เพราะแต่ละส่วนก็ไม่ใช่ตัวตน หากเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แค่นั้นเอง ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แค่นั้นเอง

เช่น เพราะคิดว่านายแมวมันด่ากูจึงโกรธ แต่ถ้าคิดแยกธาตุเสียว่า ส่วนไหนเป็นนายแมว รูปหรือเวทนาหรือ สัญญาหรือ วิญญาณหรือ ดินหรือ น้ำหรือ ไฟหรือ ลมหรือ ก็เปล่าทั้งเพ มันเพียงแค่ธาตุสี่ ขันธ์ห้าเท่านั้นเอง นายแมวนายหมูอะไรหามีไม่ เมื่อไม่มีนายแมวนายหมู คำด่ามันจะมีได้อย่างไร เมื่อไม่มีคำด่าแล้วจะโกรธทำไม

ในทำนองเดียวกัน ที่เรียกว่า "กู" ก็เพียงประชุมแห่งธาตุสี่ขันธ์ห้าเท่านั้นเอง เมื่อแยกส่วนจนหมดแล้ว ก็ไม่มี "กู" ที่ไหน แล้วเราจะโกรธอยู่ทำไม

พูดถึงตอนนี้ นึกถึงหลวงพ่อคูณสมัยท่านยังไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่าง สมัยนี้ หลวงพ่อท่านเดินทางไปกับศิษย์สองสามรูป ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ญาติโยมก็ยกมือไหว้ นั่งยองๆ แล้วถามว่า "หลวงพ่อไปไหนมาคร้าบ" หลวงพ่อคูณก็เดินเฉย ไปได้อีกหน่อย โยมคนหนึ่งก็ถามอีกว่า "หลวงพ่อไปไหนมาค่ะ" หลวงพ่อก็เฉยเช่นเดียวกันจนลูกศิษย์ถามว่า "หลวงพ่อ โยมถาม ทำไมไม่ตอบ"

หลวงพ่อพูดว่า "กูไม่มา แม่มันจะถามใครหว่า" (ถ้ากูไม่มาเสียแล้ว จะถามใครเล่า) เออจริงสินะ ถ้าไม่มีกู แล้วคำถามมันจะมีได้อย่างไร ก็ให้คิดเสียว่า กูไม่มาก็แล้วกัน คำถามจะได้ไม่มี

เวลาโกรธใครสักคน ก็ให้พิจารณาแยกธาตุดังว่ามาข้างต้นนั้น ความโกรธอาจหายไปได้

ธรรมมะ บทที่ 81

มนุษย์เรานี้ เมื่อมีความสุขก็จะลืมความทุกข์ไปเสียสิ้น และเมื่อได้รับความทุกข์ ก็จะมองไม่เห็นความสุข คนส่วนมากเมื่อทุกข์ก็จะคิดว่าตัวต้องทุกข์ไปตลอด หรือเมื่อสุขก็คิดว่า ความสุขนั้นจะเป็นนิรันดร์ หารู้ไม่ว่าทั้งสุขทั้งทุกข์นั้นมิใช่ของจริง เหมือนดั่งเห็นเงาจันทร์ในขันน้ำ เงานั้นมิใช่ดวงจันทร์ที่แท้จริงดอก สุขและทุกข์เป็นของไม่เที่ยง เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ผู้ที่มีสติก็ย่อมเบื่อหน่ายทั้งสุขและทุกข์ ย่อมหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่วิวาททุ่มเถียงกับผู้ใด แม้คำพูดนั้นจะระคายหู ก็ให้มีสติรู้ว่าเป็น แค่คำพูดเท่านั้นเอง

ธรรมมะ บทที่ 80

@ อย่าเพิ่งคิด ไกลโพ้น หรือโน่นนี่
ตรองให้ดี ถี่ถ้วน กระบวนท่า
บริหารจิต มากมาย ในตำรา
แต่ยกมา เพื่อให้ เด็กได้รู้

@ สติตั้ง กำหนดกาย ให้แม่นมั่น
จิตรู้ทัน รู้เห็น กายเป็นอยู่
การเคลื่อนไหว แห่งกาย ให้ตามดู
กำหนดรู้ ทุกขณะ อย่าละวาง

@ สติตาม เวทนา อาการอีก
อย่าหลบหลีก ลี้ไกล ปล่อยใจห่าง
มันปวดข้อ ปวดขา เปลี่ยนท่าทาง
รู้เห็นอย่าง เข้าใจ ไม่เที่ยงแท้

@ สติตาม ดูจิต ที่คิดอีก
สติหลีก หนีไกล ไม่ได้แน่
จิตคิดได้ ตาดู รู้เห็นแล
คิดเป็นแต่ จิตอาจ คิดพลาดพลั้ง

@ สติตั้ง รู้ธรรม แล้วกำหนด
สิ่งปรากฏ ต่อหน้า อะไรมั่ง
บุญหรือบาป รู้ไว้ ให้ระวัง
สติตั้ง คิดให้ถูก ปลูกศรัทธา

@ ศรัทธาธรรม นำทาง สร้างความสุข
ไม่ตกยุค จิตสะอาด ปรารถนา
การงานรุ่ง การเรียนนั้น ผลทันตา
มีปัญญา ยอดเยี่ยม ไร้เทียมทาน

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 79

สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา" สิ่งนั้นทั้งหมด ต้องมีความดับเป็นธรรมดา

อธิบายได้ว่า

การเกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุปัจจัย

เมื่อจะดับ ก็ต้องดับไปเพราะขาดเหตุหรือปัจจัย

ทุกข์ก็เกิดมาจากเหตุปัจจัย(ความยึดถือว่ามีตัวเรา)

ทุกข์ดับไปก็เพราะขาดเหตุปัจจัย(ไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา)

แม้จิต หรือ วิญญาณ ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเพื่อเกิดขึ้น(อาศัยร่างกาย)

เมื่อไม่มีร่างกาย มันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้

ซึ่งนี่คือการเห็นอนัตตา ที่จะทำให้เกิดปัญญาเข้าใจได้ว่า แท้จริงสิ่งที่เป็นตัวเรา-ของเรานั้นไม่ได้มีอยู่จริง(ไม่มีอัตตา)

ธรรมมะ บทที่ 78

หลักกรรม คือ หลักแห่งการลงมือทำ ไม่ใช่หลักแห่งเวรกรรมอันน่ากลัว

มีเงินแต่ไม่รู้จักให้ มีใจแต่ไม่รู้จักเมตตา คือคนอนาถาของโลกใบนี้

ชื่อเสียงเหมือนสายลมเย็น ไม่มีตัวตนเป็นๆ ให้ถือครอบครอง

ธรรมมะ บทที่ 77

ธรรมชาติ คือ มารดาของมนุษย์ ธรรมจริยา คือมารดาของคนดี

อย่าจริงจังกับโลกจนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย อย่าวิ่งวุ่นโวยวายจนถึงกับวิกลจริต

สภาพจิตของตนเป็นอย่างไร ก็จะได้คุณภาพชีวิตเป็นอย่างนั้น

ธรรมมะ บทที่ 76

ประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน นี่แหละคือมรรคผลของการเมือง

มีกัลยาณมิตรหรือเพื่อนแท้ ก็เหมือนมีดวงอาทิตย์ประจำตัว

ความจริงปกป้องตัวมันเองได้เสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 75

วัฒนะ (ความเจริญ) ของอำนาจ ก็คือ การรู้จักใช้อำนาจนั้้น เพื่อประโยชน์สุขของประเทศและประชาชน

หายนะ (ความเสื่อม) ของอำนาจ ก็คือ การใช้อำนาจนั้้น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง

ฟังและดาวน์โหลดเสียงธรรมบรรยาย http://fb.me/z6HkoqjI

ทรัพย์สินเป็นสิ่งสมมุติ ประโยชน์ที่รังสรรค์แก่เพื่อนมนุษย์เป็นของจริง

ธรรมมะ บทที่ 74

อาทิตย์ไม่เคยหวงแสง เมฆไม่เคยหวงฝน คนไม่ควรหวงของ

ให้เกียรติคนที่อยู่ตรงหน้า มีค่าเท่ากับให้เกียรติตนเอง

อยากมีกำลังภายนอก ต้องเคลื่อนไหว อยากมีกำลังภายใน ต้องสงบนิ่ง

ธรรมมะ บทที่ 73

เกียรติของคนอยู่ที่การน้อมตนลงรับใช้เพื่อนมนุษย์

คอรัปชั่นยังอยู่ตราบใด ประชาธิปไตยก็ยังล้าหลังตราบนั้น

เห็นคุณค่าเมื่อตอนยังอยู่ ดีกว่าคอยเชิดชูเมื่อร่างแตกดับ

ฟังเสียงธรรม 'ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ' ว.วชิรเมธี http://fb.me/JmkqLRWN

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 72

จับผิด ริษยา บ้าอำนาจ ขาดความรู้ อยู่ไปวันๆ คือลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ของคนมองโลกในแง่ลบ

ความทุกข์มีความจำเป็นมากต่อการค้นพบความสุข เพราะหากปราศจากความทุกข์เสียแล้ว ความสุขก็คงเกิดไม่ได้

มองโลกในแง่ดีมีรอยยิ้ม แต่กระหยิ่มได้ไม่นานก็พลันหมอง มองโลกในแง่ร้ายก็ไม่วายน้ำตานอง มีแต่มองตามความจริงจึงพริ้งพราว

ธรรมมะ บทที่ 71

ทอดกฐินแล้วอย่าลืมทอดผ้าป่ากิเลสทิ้งไปด้วย ผ้าป่า 3 กองที่ควรทอดทิ้งเป็นอย่างยิ่ง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

จงมองซองกฐินที่เกลื่อนเมืองว่านี่คือช่วงเวลาที่คุณจะได้สะสมบุญหรือให้ดีกว่านั้น จงคิดว่าเมืองไทยยังเป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่เป็นคนใจบุญ

เมื่อความเพียรออกเดินทาง ความสำเร็จก็จะตามมาติดๆ

ธรรมมะ บทที่ 70

ถ้าคุณเป็นคนดีแล้ว นั่นแหละคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของการมีวัด วัดอยู่ในใจคุณแล้ว

"ความจริงบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตา เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ปัญญา ในการมอง"

คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์ ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

ธรรมมะ บทที่ 69

คนก็เหมือนผลไม้ มีสุข(สุก) ก็ต้องมีทุกข์(หง่อม) เหมือนผลไม้นั่นเอง

ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง (should be ยับยั้งชั่งใจ) คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 68

โชค คือ ระบบแห่งเหตุปัจจัยที่มนุษย์ยังหาคำอธิบายไม่ได้เท่านั้นเอง

การวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นงานชั้นสูง อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า นักวิจารณ์ทำงานกันง่ายๆ

สันติส่วนบุคคล คือสันติภาพสากลของมนุษยชาติ

เป็นตำรวจจน ๆ ดีกว่าเป็นนายพลคอรัปชั่น

ธรรมมะ บทที่ 67

การที่เรายึดติดในความคิดเห็นของตัวเองอย่างเข้มข้น จนไม่เปิดใจฟังคนที่คิดต่าง ก็ทำให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงได้แล้ว

ความสำคัญตนว่า “ตนเป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง” ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของอัตตาด้วยเช่นกัน

ตราบใดที่ยังไม่หมด “ความสำคัญตน” ก็ยังต้องทนทุกข์เพราะพิษของอัตตาตราบนั้น

ธรรมมะ บทที่ 66

"ท่าน ว.วชิรเมธี" เปิดฉากการเสวนาว่า สิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา คือ ความคิด ชีวิตของคนเราเป็นเงาสะท้อนของความคิด เราคิดอะไร ชีวิตเราก็จะปรากฏมาอย่างนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรามีทั้งดีและไม่ดี แต่มันอยู่ที่แนวความคิดของเราว่า เราจะเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มาทำให้เรามีกำลังใจที่จะต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอย่างไร เวลาเจองานหนักให้บอกกับตัวเองว่า นี่คือโอกาสกับตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ เวลาเจอทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่ทำให้เกิดทักษะในการดำรงชีวิต
การคิดบวกจะได้ผลหรือไม่ได้ผลต้องดูว่า มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราหรือไม่ ซึ่งประโยคนี้ "ท่าน ว.วชิรเมธี" ขยายความว่าการ คิดบวกมี 2 ลักษณะ คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับความคิดอย่างเดียว คือ คิดบวกแล้วทำให้ชื่นอกชื่นใจ ทำให้ได้ปัญญา หรือคิดบวกแล้ว ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงจริงๆ เช่น ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้ เราต้องคิดบวก คือ คิดที่จะอยู่ให้ได้จะไปประท้วงให้น้ำมันลดลงได้หรือไม่ คำตอบคือ คงไม่ได้ ในเมื่อลดไม่ได้ฉันจะลดเอง คือ ลดความต้องการบริโภคให้น้อยลง
ที่เราทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้เพราะบริโภคมาก และมีเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทุกข์ คือ "โรคจมไม่ลง" คือ เคยใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย อย่างมหาเศรษฐีโลกทั้งหลาย ไปไหนต้องนั่งรถราคาแพงๆ คำใช้จ่ายก็สูงขึ้น แต่เราจมไม่ลง ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรากำลังแย่ เราก็จ่ายแพงขึ้นเพื่อประคับประคองตัวฉันให้โดดเด่นอยู่ในวงสังคม สุดท้ายไม่ใช่แค่จมไม่ลง มันล้มเลย
วิธีคลายเครียด
หากจะอยู่ให้รอดในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ "ท่าน ว.วชิรเมธี" บอกว่า ต้องเปลี่ยนวิธีบริโภคจากที่เคยตามใจตัวเอง มาเป็นบริโภคตามความจำเป็น ถ้าวิ่งตามความอยาก ไม่ว่าวันไหนๆ เราก็จะทุกข์ เพราะความอยากไม่เคยมีขีดจำกัด กินเท่าที่จำเป็น ใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ต้องจ่ายแพงเพื่อรักษาหน้าตา ทำตัวเป็นคนธรรมดาๆ ก็ไม่ต้องเสียเงินรักษาภาพพจน์ และจะมีความสุขได้ แม้ในยุคข้าวยากหมากแพง

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 65

โอวาทก่อนปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่ตรัสรู้เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตย์ยังไม่ตรัสรู้นั่นเทียว ได้เกิดการปริวิตกขึ้นว่า อะไรหนอเป็นรสอร่อยในโลก อะไรเป็นโทษในโลก อะไรเป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลก ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า สุข โสมนัสที่ปรารภโลกเกิดขึ้นนี้เองเป็นรสอร่อยในโลก โลกไม่เที่ยงทรมานมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา นี่เองเป็นโทษในโลก การนำออกเสียสิ้นเชิง ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจเพลินในโลกนี่เอง ถ้าเป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลกได้ภิกษุทั้งหลาย !ตลอดเวลาเพียงไรที่เรายัง ไม่รู้ จักว่ารสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย ยังไม่รู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ ยังไม่รู้จักเครื่องออกว่าเป็นเครื่องออกตามที่เป็นจริงตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไม่ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์ ภิกษุทั้งหลาย !เมื่อใดแล เรา ได้รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย รู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นเครื่องออกตามที่เป็นจริง ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อ นั้นเราได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์ ก็แหละญาณทรรศนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีกดังนี้”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย !พรหม จรรย์นี้เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อให้คนทั้งหลายมานับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภสักการะและความสรรเสริญ มิใช่จุดมุ่หมายเพื่อเป็นเจ้าลัทธิและแก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ มิใช่เพื่อให้ใครรู้จักตัวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสังวระ คือ ความสำรวม เพื่อปหานะ คือ ความละ เพื่อวิราคะ คือ คลายความกำหนัดยินดี และเพื่อนิโรธะ คือความดับทุกข์”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบประณีตมิใช่วิสัยแห่งตรรก คือคิดเอาไม่ได้หรือไม่ควรลงความเห็นด้วยการเดา แต่เป็นธรรมที่บัณฑิตพอรจะรู้ได้”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! จงดูกายอันนี้เถิด ฟันหัก ผมหงอก หนังเหี่ยวๆ ยานๆ มีอาการทรุดโทรมให้เห็นอย่างเด่นชัด เหมือนเกวียนที่ชำรุดแล้วชำรุดอีก ได้อาศัยแต่ไม้ไผ่มาซ่อมไว้ผูกกระหนาบคาบค้ำไว้จะยืนนานไปได้สักเท่าไร การแตกสลายย่อมจะมาถึงเข้าสักวันหนึ่ง ภิกษุทั้งลาย !พวกเธอจงมีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งเถิด อย่าคิดถึงสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย แม้ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย !จง ดูกายอันเปื่อยเน่านี้เถิด มันอาดูรไม่สะอาด สิ่งสกปรกมันไหลเข้าไหลออกอยู่เสมอ ถึงกระนั้นก็ตามมันยังเป็นที่พอใจปรารถนายิ่งนักของผู้ไม่รู้ความจริงข้อนี้ ภิกษุทั้งหลาย ! ร่างกายนี้ไม่นานนักหรอกคงจะทับถมแผ่นดิน ร่างกายนี้เมื่อปราศจากวิญญาณครองแล้ว ก็ถูกทอดทิ้งเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่าอันเขาทิ้งเสียแล้วโดยไม่ใยดี”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อันร่างกายนี้สะสมไว้แต่ของสกปรกโสโครก มีสิ่งปฏิกูลออกจากทวารทั้งเก้า มีช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด เป็นรังแห่งโรค เป็นที่เก็บมูตรและกรีษ อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆ เข้าไว้แล้วซึมออกมาเสมอๆ เจ้าของกานจึงต้องชำระล้างขัดถูวันละหลายๆครั้ง เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือสองวัน กลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่น่ารขยะแขยง”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ร่างกายนี้เป็นเหมือนเรือนซึ่งสร้างด้วยโครงกระดูก มีหนังและเลือดเป็นฉาบทา ที่มองเห็นเปล่งปลั่งผุดผาดนั้น เป็นเพียงผิวหนังเท่านั้น เหมือนมองเห็นความงามแห่งหีบศพอันวิจิตรตระการตา ผู้ไม่รู้ก็ติดในหีบศพนั้น แต่ผู้รู้เมื่อทราบว่าเป็นหีบศพ แม้ภายนอกจะวิจิตรตระการตาเพียงไร ก็หาพอใจยินดีไม่ เพราะทราบชัดว่าภายในแห่งหีบอันสวยงามนั้นมีสิ่งปฏิกูลพึงรังกียจ”

ธรรมมะ บทที่ 63

พระ มหาสมปอง บรรยายธรรมว่า ความสุขเกิดขึ้นได้ต้องอยู่ที่ตัวเรา ความสุขของตัวเราอยู่บนใบหน้า เราจะมีความสุขได้ต้องเริ่มต้นจากการยิ้ม
เริ่ม ยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนยิ้มให้คนอื่นและคนรอบข้าง เมื่อใดที่เรายิ้มได้ก็จะลืมทุกข์ได้ ดังนั้น ความวุ่นวายที่เกิดในบ้านเมืองของเรา จะแก้ไขได้เริ่มแรกต้องไม่แบ่งสี ไม่แบ่งข้าง และต้องรู้จักยิ้มให้กัน อีกทั้งเวลาทำอะไรเราต้องตั้งสติให้ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องตึกล้มเราสร้างใหม่ได้ เศรษฐกิจล้มเราสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตที่เสียไปเราสร้างใหม่ไม่ได้ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของชีวิตเราคือการมีลมหายใจ
ส่วน การนำธรรมะมาใช้ในการทำงานให้สนุก เราต้องรู้จักเรื่องการครองตน ครองคนและครองงาน การครองตนคือการตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริตยุติธรรม ตั้งอยู่บนขันติหรือความอดทน และต้องรู้จักจาคะคือ เสียสละ เพื่อเกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ส่วนการครองคน เราต้องนำหลักธรรมะสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกับผู้ร่วมงาน การเอื้อเฟื้อแบ่งปันผู้อื่น การไม่พูดเท็จ การทำงานให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร และการทำงานด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย
ส่วนการครองงาน ที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ ต้องนำหลักธรรมอิทธิบาท 4 มาเป็นหลัก คือ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความพยายามในการทำงาน จิตตะ การใส่ใจในงานที่ทำ และวิมังสา การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากนำมาใช้ชีวิตการทำงานจะมีแต่ความสุข
"การ ใช้ชีวิตให้มีความสุขต้องเอาธรรมะมาเป็นเครื่องนำจิตใจ ชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน อย่าเสียเวลามัวแต่ทะเลาะกัน ควรทำประโยชน์ให้บ้านเมืองให้เกิดความสุขมากที่สุด หากต้องการให้ความสุขอยู่กับเราตลอดไป เราต้องแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดี อะไรคือสิ่งที่ถูกหรือไม่ถูก หากแยกแยะได้เราจะเจอสิ่งที่ดีทั้งวัน เพราะสิ่งไม่ดีเราได้นำมาพัฒนาให้เป็นสิ่งที่ดีให้กับตัวเองได้แล้ว เราต้องรู้จักใช้ความคิดในการแก้ปัญหาให้มากกว่าใช้กำลัง หากเราคิดดีแล้ว ความสุขจะอยู่กับตัวเราตลอดไป" พระมหาสมปองกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 62

คนเราทุกข์เพราะกิเลสทำให้จิตเศร้าหมองเกิดอกุศล แก้โดยทำให้จิตเราไม่เศร้าหมองทำให้จิตเกิดกุศล โดยการระลึกสติอยู่เสมอ
เมื่อสติตั้งมั่นก็เกิดปัญญา คือตัวรู้ทำให้เราคิดดีทำดีเกิดมหากุศลจิต ทำให้จิตใจเบิกบานชุ่มชื่น เหมือนฟ้าหลังฝน
ความโกรธ ความหลง คือไฟร้อนที่จะมาเผาผลาญจิตใจ มากระทบเรา เราไม่รับ(รู้เท่าทัน)มันก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
เราฝึกให้มีสติทุกๆวันเหมือนน้ำหยดทีละหยด หยดบ่อยๆจนเป็นสายน้ำแห่งบุญ(ความสุข)รับรองความชั่ววิ่งตามไม่ทันแน่
พร้อมกับการแผ่เมตตาให้สัตว์โลก ความเย็นความชุ่มฉ่ำจะมาคุมจิตใจ ทำให้เกิดปิติ เกิดความสุขได้อย่างมหัศจรรย์

ธรรมมะ บทที่ 61

“พระพุทธเจ้าทรงงดงาม ทรงประกาศชัดเจนว่าผู้หญิงมีความสามารถในการบรรลุธรรมได้เช่นกัน สามารถบรรลุโสดาบันขั้นพระอรหันต์ได้เช่นเดียวกับผู้ชาย "

สังคมอินเดียมีการแบ่งวรรณะ พระพุทธเจ้าทรงล้มระบบวรรณะ โดยกล่าวว่า-จัณฑาลไม่ได้เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นจัณฑาล แต่เกิดจากการกระทำ การพูดเช่นนี้เป็นการท้าทายต่อคุณค่าทางสังคมของอินเดียสมัยนั้นนอกเหนือจาก การท้าทายระบบวรรณะแล้ว พระพุทธเจ้ายังท้าทายเรื่องศักยภาพของความเป็นมนุษย์ เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ

“ศาสนาพุทธงดงามมาก เปิดประตูให้ผู้หญิงได้รับอิสรภาพโดยสิ้นเชิง การหลุดพ้นของผู้หญิงไม่ได้ขึ้นกับสามี ไม่ได้ขึ้นกับลูกอีกต่อไป ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานก็สามารถบรรลุธรรมได้”

หลวงแม่เล่าว่า ผู้หญิงอินเดียสมัยดั้งเดิมจะมีคุณค่าต่อเมื่อแต่งงานแล้ว และต้องมีลูกชายด้วย เพราะความเชื่อว่าหลังจากพ่อแม่ตาย ลูกชายจะป็นคนไหว้พระส่งวิญญาณพ่อแม่ไปสู่สรวงสวรรค์ ผู้หญิงที่แต่งงานจึงมีหน้าที่มีลูกผู้ชาย หากไม่มีไม่ว่าสาเหตุใด ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายถูกตำหนิติเตียน ผู้หญิงอินเดียสมัยก่อนต้องแบกภาระทั้งลูกและสามีเฉกเช่นเดียวกัน สังคมไทยรับประเพณีค่านิยมเหล่านี้มาด้วย กระทั่งปัจจุบัน

“ผู้หญิงชอบสวยชอบงาม เนื่องจากติดค่านิยมดั้งเดิม-ลูกผู้หญิงโตขึ้นมาต้องแต่งงาน การปลูกฝังอบรมเลี้ยงดูทั้งหลายล้วนเป็นไปเพื่อให้ลูกผู้หญิงเป็น ‘กุลสตรี’ ทำการบ้านการเรือน เย็บปักถักร้อย และต้องมีความงามเพียบพร้อม เพื่อพร้อมออกเรือน”

‘ความงาม’ ที่หลวงแม่หมายถึง คือ งามทางกาย

ทีนี้ผู้หญิงไม่ได้เกิดมามีความงามเพียบพร้อม แทนที่ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับงามทางจิตใจ กลับไปให้ความสำคัญแต่ความสวยทางกาย ค่านิยมปัจจุบันต้องจมูกโด่ง ต้องตาสองชั้น ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เราเอาค่านิยมตะวันตกเข้ามา นำพลาสติกมาทำให้สวยขึ้น

คำว่า ‘สวยขึ้น’ กลายเป็นคุณค่าที่ตั้งกันขึ้นมา

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่ากลุ่มผู้หญิงที่นิยมทำศัลยกรรมกันมาก ที่สุด คือ พยาบาล ถ้าเป็นอาชีพดาราที่ต้องขายรูปร่างหน้า ยังเข้าใจได้ แต่นี่กลับเป็นอาชีพพยาบาล

ส่วนหนึ่งเพราะพยาบาลใกล้ชิดหมอ รู้ว่าอาจารย์หมอคนไหนเก่ง และสามารถจ่ายค่าทำศัลยกรรมตกแต่งได้ในราคาถูก แต่ที่สำคัญ คือ เรื่องค่านิยม หลวงแม่มองว่าเนื่องจากผู้หญิงถูกปลูกฝังมาทางด้านเดียวให้เป็นแม่ศรีเรือน ไม่ต้องมีความคิดเห็น มีแต่ความจงรักภักดี ทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายมีสามี ค่านิยมเบี่ยงเบนเช่นนี้เองทำให้ผู้หญิงหันไปสนใจความงามภายนอกกันมาก ซึ่งนี่แหละเป็นรากความทุกข์ของผู้หญิง

หลวงแม่อธิบายชี้ให้เห็นว่า “ร่างกายประกอบขึ้นด้วยธาตุ-ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุเหล่านี้อาศัยกันและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเราไปให้ความสำคัญกับร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ เราพยายามรักษามันให้สวยงาม ขณะที่ธรรมชาติของธาตุทั้งสี่นั้น คือ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

เมื่อให้ความสำคัญผิดจุดด้วยความไม่เข้าใจสภาพแห่งความเป็นจริง ย่อมเป็นทุกข์ เพราะทุกข์แปลว่าตั้งอยู่ไม่ได้ แต่ไปยึดมั่นให้มันตั้งอยู่ให้ได้ ทุกข์จึงเกิด ผู้หญิงหลายคนกังวลเรื่องหน้าตา ทรงผม เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ความกังวลของผุ้หญิงผูกพันกับสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

เมื่อผู้หญิงเราเอาความกังวลความใส่ใจไปอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก็ย่อมทุกข์ตลอดเวลา เมื่อสังคมไปจัดสรรว่าผู้หญิงจะมีคุณค่าต่อเมื่อผู้หญิงได้ออกเรือน มีสามี มีครอบครัว ผู้หญิงก็ต้องให้ความสำคัญกับการแต่งงาน

ผู้หญิงบางคนมีศักยภาพสูงมาก แต่เพียงเพราะแต่งงานไปแล้วสามีนอกใจ พลังงานทั้งหลายของผู้หญิงคนนี้ไปเวียนวนกับการจัดการกับผู้หญิงที่เข้ามา เป็นบุคคลที่3 แทนที่จะได้พัฒนาศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่ การงาน ต้องไปเสียพลังในเรื่องผู้หญิงของสามี

“ตราบใดผู้หญิงตั้งหลักตัวเองไม่ได้ เอาความสำคัญของชีวิตไปทุ่มให้กับสามีและลูกหมด โดยไม่เข้าใจว่าตัวเราก็เป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง นั่นก็เป็นการตั้งฐานความเป็นจริงผิดพลาด”

หลวงแม่ยกตัวอย่างชัด ๆ อีกกรณี “สามีเติบโตในหน้าที่การงาน เขาย่อมใช้เวลากับการสรรค์สร้างหน้าที่การงาน และหวังว่าภรรยาจะเข้ามาแบ่งปันความรับผิดชอบของครอบครัวลูกที่แม่อยู่ดูแล ตั้งแต่เล็กพอโตขึ้น ลูกก็มีความสนใจที่จะไปกับเพื่อนช่วงนี้เองผู้หญิงจะอยู่ในวัย 40 กว่าขึ้น 50 อาจเกิดภาวะ Middle Life Crisis ช่วงวัยกลางชีวิตที่เลยมาแล้วทันทีทันใดดูเหมือนว่าไม่มีความหมายอีกต่อไป ตรงนี้เองที่ผู้หญิงเราต้องมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เข้าใจว่าชีวิตของเรามีความหมายโดยตัวเราเอง ไม่ต้องพึ่งพาสามีและลูก”

หลวงแม่ย้ำว่าความหมายของความเป็น ‘ผู้หญิง’ ไม่ได้อยู่ที่การเป็น ‘แม่’ เท่านั้น “ถ้าพูดว่าผู้หญิงจะมีความหมายในชีวิตได้ต่อเมื่อเธอเป็นแม่แล้วไซร้ ผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่ได้แต่งงานก็กลายเป็นกลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีความหมายกับ ชีวิตใช่มั้ย... ผู้หญิงเราเองต้องตระหนักคุณค่าของความเป็นมนุษย์ หลวงแม่คิดว่าคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของหญิงชายเท่ากัน”

การที่ผู้หญิงเราไม่ยอมออกจากกรอบความคิดของตัวเอง เพราะไม่มีความคิดเป็นระบบ ทำความเข้าใจว่าประเพณีคืออะไร หน้าที่บทบาทของเราเปลี่ยนไปแล้วมันต้องกระทบกับการเปลี่ยนแปลงของประเพณี อย่างไร ส่วนหนึ่งไม่ใช่เฉพาะนิสัยของผู้หญิง แต่เป็นของคนไทย

คนไทยเป็นชาติที่ไม่คิดมาก ไม่มีจิตวิพากษ์ ไม่ค่อยรู้จักการใช้เหตุผล บางทีเอาเหตุของอันนั้นมาประกบกับผลของอันนี้ บ่อยครั้งสังคมไทยทำอะไรผิดฝาผิดตัว และปัญหาของผู้หญิงที่ติดอยู่กับรูปกับเงาก็จะเป็นปัญหาต่อไป เป็นทุกข์ต่อไป ตราบเท่าที่ผู้หญิงยังไม่ตระหนักว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่ามีความหมายความสำคัญ อย่างไร พูดง่ายๆ ผู้หญิงยึดมั่นในรูปโฉมมากเพียงใด ความทุกข์จะทวีคูณเป็นเงาตามตัว

"ประเทศไทยมีประชากรเป็นชาวพุทธ 95% แต่ใน 95% นี้มีสักกี่คนที่เข้าใจธรรมะ หลายคนบอกเป็นธรรมมะลึกซึ้ง แต่หลายคนบอกเป็นธรรมะที่เรียบง่ายมาก เป็นจริงที่เห็นได้ สัมผัสได้ เข้าใจได้”

การทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ ‘ทุกข์’ ก็คือ สภาพที่อยู่เฉยๆไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนไม่ว่ายาจกวณิพก หรือพระมหากษัตริย์ ล้วนอยู่ในภาวะทุกข์ทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถล่วงทุกข์นี้ได้ตราบเท่าที่เรายังมีร่างกาย แต่ศาสนาพุทธสามารถล่วงทุกข์ได้ ก็คือ ทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ซึ่งตัวตนแต่เดิมก็ไม่มีความเป็นจริงตรงนี้ คือ แก่นแกนหัวใจของพุทธศาสนา

หลวงแม่คิดว่าการเข้าใจเรื่องทุกข์ เป็น key word เวลามีสุขมีทุกข์เข้ามาจะไม่หวั่นไหว เห็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ พอกระทบเศรษฐกิจหน่อย พ่อก็ฆ่าลูกฆ่าเมียตาย เป็นความทุกข์จากไม่เข้าใจชีวิต ไม่เข้าใจโลก อย่างมหาศาล เป็นการสร้างอกุศลกรรมสืบต่อไปอย่างมากๆ มีทุกข์แล้วมีสุข … มีสุขก็ย่อมหนีไม่พ้นมีทุกข์เป็นของคู่กัน

ท่านเทศน์ต่อเรื่องความสุข เพื่อให้เข้าใจความทุกข์ยิ่งขึ้น “จริงๆแล้ว ไม่มีแบ่งแยกความสุขของผู้หญิงหรือผู้ชายความสุขเป็นสภาวะจิตใจที่รู้สึกพอ ใจกับสภาพเป็นอยู่ อาจเป็นบ้านช่อง ความสัมพันธ์กับลูกสามี กับคนรอบข้าง เรารู้สึกพอ เรารู้สึกสบาย นั้นเรียกว่าเป็นความสุขที่เป็นสภาวะจิตใจ หรือสภาวะภายใน นั่นเองความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุภายนอก เพราะวัตถุภายนอกทำให้สบายกาย สภาวะภายในไม่ขึ้นอยู่กับ กาย "


ทีนี้ความสุขของผู้หญิงเรามักเป็นความสุขที่ติดกับรูปแบบ ซื้อกระเป๋าใบนี้มาใหม่ มีเพื่อนถือวิสาสะหยิบไปใช้และโดนฝนกลับมา สภาพหนังเสียหายหมด นี่เป็นของรักของหวงนะ ลูกโกรธจนตัวสั่น เพราะลูกถือว่ากระเป๋าใบนี้เป็นของรักของเรา …. ตอนที่กระเป๋าใบนี้อยู่ในร้าน อะไรเกิดขึ้นกับมัน เราไม่เดือดร้อนใช่มั้ย ที่ลูกรู้สึกเดือดร้อนเพราะลูกรู้สึกเป็นเจ้าของ ความรู้สึกเป็นเจ้าของทำให้เดือดร้อนมาก อารมณ์ความรู้สึกเดือดร้อนผลักให้เราตกลงไปในกับดักของความทุกข์ นั่นเอง

“แต่งงานแล้วสามีนึกว่าภรรยาเป็นของเขา ทันทีที่ผู้หญิงคลอดลูก ก็นึกว่าลูกเป็นของเรา เข้าไปครอบครองกำหนดชีวิตลูก ซึ่งความเป็นจริงมันไม่ใช่ "

เป็นแม่ลูกกัน เพราะมีบุญกรรมด้วยกัน วิบากกรรมของคนสองคนได้สัดส่วนกัน ณ เวลาที่มาอาศัยท้องเกิด แต่หลังจากนั้น แม่มีวิบากกรรมของตัวเอง ลูกที่มาเกิดในท้องแม่ก็มีวิบากกรรมของเขาเอง ไม่มีใครเป็นของใคร

แม้แต่ตัวของเรา ก็ไม่ใช่ของๆเราอย่างแท้จริง ถ้าตัวเราเป็นของๆ เราอย่างแท้จริง เราต้องบงการได้ เรามองดูกระจก -วันนี้สวยนะ ขอให้สวยอย่างนี้ตลอดไป มันก็ไม่ได้ เวลาผ่านไป ความแก่เริ่มเข้ามา มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภาษาพุทธพูดว่า-ไม่มีอะไรฝืนการเปลี่ยนแปลงได้


ความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวขึ้นกับเหตุปัจจัย เวลาผู้ชายบอก- ผมรักคุณที่สุดในโลก หลวงแม่เชื่อนะว่าพูดจริง แต่เป็นความจริง ณ วันนั้น 5 ปีผ่านไป เอ้า แล้วทำไมเขาไปมีคนอื่นด้วยล่ะ ?

5 ปีผ่านไป ผู้หญิงต้องทราบว่าเราเปลี่ยน เขาก็เปลี่ยน ช่วง 5 ปีนี้ยาวนานมาก มันมีเหตุปัจจัยอื่นเข้ามาแทรก เหตุปัจจัยที่ทำให้เขาบอกว่าเขารักเราที่สุด เวลานี้ไม่มีเหตุปัจจัยนั้นแล้ว

เราจะไปว่าเขาไม่รักษาสัจจะวาจาไม่ได้ เพรามันเป็นสัจจะวาจาที่รักษาไม่ได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ถ้าเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง-อ๋อ มันเป็นเช่นนั้นเอง แทนที่เราจะทุกข์ 100% เราอาจจะกระสับกระส่ายสักหนึ่งชั่วโมง ชั่วโมงที่สองค่อยๆคลี่คลาย ไม่กระสับกระส่ายตลอดไป”


ทว่ากว่าจะ ‘นิ่ง’ มี ‘สติ’ ‘เข้าใจ’ ธรรมชาติสรรพสิ่งได้ เราคนทำงานหลายคนคงสงสัย ต้องเข้าวัด อ่านหนังสือธรรมะเหรอ มีวิธีอื่นที่ง่ายและใกล้ตัวกว่านี้มั้ย ? หลวงแม่ท่านแนะนำว่า “ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคนว่าสะดวกยังไง การหาหนังสืออ่านก็ยากนะลูก เวลาเข้าไปตลาดหนังสือ มันมีเป็นพันเป็นหมื่น ไม่รู้จะหยิบเล่มไหน ต้องดูด้วยพระอาจารย์รูปนี้ท่านเข้าใจปัญหาสังคมมากน้อยแค่ไหน พอจะดึงธรรมะมาประยุกต์กับปัญหาของเราได้มั้ย หรือท่านพูดตามตำรา”

หลวงแม่จึงแนะนำวิธีง่ายๆใกล้ ๆ ตัว โดยฝึกจากการทำงานนี่แหละ “ให้มองคนที่ทำงานเป็นพี่เป็นน้องเวลาไปทำงาน ถ้าเรารู้สึกดีกับคนที่ทำงาน กลไก mechanism ในร่างกายในจิตใจของเราจะเปลี่ยนไปเลย อะไรที่เรารู้สึกรำคาญจะกลายเป็น-ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูจัดการให้เอง เปลี่ยนจากความอิจฉาริษยา การแย่งชิง เป็นความเอื้ออาทรหากเราสามารถเปลี่ยนฐานใจตรงนั้นได้ มันจะทำให้การทำงานของเราสนุก”

หลวงแม่ทำงานอยู่ธรรมศาสตร์ 27 ปี อย่างหนึ่งที่ธรรมศาสตร์ให้หลวงแม่ คือ หลวงแม่รู้สึกดี อยากไปทำงาน บางครั้งในการทำงานก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่เพราะคนทำงานรู้สึกดี หลวงแม่จึงมีความสุข กระทั่งวาระสุดท้ายของปีที่ 27 หลวงแม่ไม่เคยไม่อยากไปทำงาน รู้สึกรักที่ทำงาน รู้สึกเราได้สร้างพลังที่ดีกับจุดที่เราไปนั่งทำงาน จุดที่เราไปนั่งทำงานไม่ได้เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่หมายถึงสภาพบรรยากาศรอบ ๆ ด้วย

"ถ้าลูกสามารถรู้สึกอย่างนั้นในที่ทำงานของลูกได้ ลูกจะทำงานด้วยความสุขคิดว่าไปทำงาน คือ ไปเจอะเพื่อนฝูงญาติมิตรที่จะเอื้ออาทรกัน งานนี้เป็นงานของเราและของคนอื่นด้วย ไม่ใช่งานนี้เป็นของเขา หรือของเรา ถ้าปรับฐานจิตตรงนี้ได้ ลูกจะรู้สึกว่าชีวิตการทำงานมันดีมากๆ ผลผลิตของงานที่ออกมา ใครชมนะคะ บอก-เป็นของบริษัทค่ะ แม้จริงๆแล้วเป็นของเรา”

หลวงแม่เน้นว่าคุณค่าของคนอยู่ผลงาน แนวคิดแนวทางของท่านไม่จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น “ไม่ต้องแบ่งหญิงชาย เพราะหลวงแม่คิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ที่รูปลักษณ์ แต่อยู่ที่ความดี ถ้าเรา shift base ปรับฐานความคิดมาที่ผลงาน และคิดในเชิงพุทธ ไม่ว่าจะเป็นมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือวันไหนๆของชีวิต ถ้าคนเรามีทิศทางคิดได้ชัดเจนอย่างนี้ ทั้งผู้หญิงผู้ชายก็จะมีความมั่นคง”

ธรรมมะ บทที่ 64

“ความสุขของผู้หญิงติดกับรูปแบบ…ทุกข์เพราะไปผูกพันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง”

“ผู้หญิงชอบสวยชอบงาม เนื่องจากติดค่านิยมดั้งเดิม-ลูกผู้หญิงโตขึ้นมาต้องแต่งงาน การปลูกฝังอบรมเลี้ยงดูทั้งหลายล้วนเป็นไปเพื่อให้ลูกผู้หญิงเป็น ‘กุลสตรี’ ทำการบ้านการเรือน เย็บปักถักร้อย และต้องมีความงามเพียบพร้อม เพื่อพร้อมออกเรือน”

‘ความงาม’ ที่หลวงแม่หมายถึง คือ งามทางกาย

“ทีนี้ผู้หญิงไม่ได้เกิดมามีความงามเพียบพร้อม แทนที่ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับงามทางจิตใจ กลับไปให้ความสำคัญแต่ความสวยทางกาย

ค่านิยมปัจจุบันต้องจมูกโด่ง ต้องตาสองชั้น ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เราเอาค่านิยมตะวันตกเข้ามา นำพลาสติกมาทำให้สวยขึ้น

คำว่า ‘สวยขึ้น’ กลายเป็นคุณค่าที่ตั้งกันขึ้นมา

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า กลุ่มผู้หญิงที่นิยมทำศัลยกรรมกันมากที่สุด คือ พยาบาล ถ้าเป็นอาชีพดาราที่ต้องขายรูปร่างหน้า ยังเข้าใจได้ แต่นี่กลับเป็นอาชีพพยาบาล ส่วนหนึ่งเพราะพยาบาลใกล้ชิดหมอ รู้ว่าอาจารย์หมอคนไหนเก่ง และสามารถจ่ายค่าทำศัลยกรรมตกแต่งได้ในราคาถูก แต่ที่สำคัญ คือ เรื่องค่านิยม หลวงแม่มองว่า เนื่องจากผู้หญิงถูกปลูกฝังมาทางด้านเดียวให้เป็นแม่ศรีเรือน ไม่ต้องมีความคิดเห็น มีแต่ความจงรักภักดี ทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายมีสามี

ค่านิยมเบี่ยงเบนเช่นนี้เองทำให้ผู้หญิงหันไปสนใจความงามภายนอกกันมาก ซึ่งนี่แหละเป็นรากความทุกข์ของผู้หญิง”

หลวงแม่อธิบายชี้ให้เห็นว่า

“ร่างกายประกอบขึ้นด้วยธาตุ-ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุเหล่านี้อาศัยกันและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเราไปให้ความสำคัญกับร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ เราพยายามรักษามันให้สวยงาม ขณะที่ธรรมชาติของธาตุทั้งสี่นั้น คือ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เมื่อให้ความสำคัญผิดจุดด้วยความไม่เข้าใจสภาพแห่งความเป็นจริง ย่อมเป็นทุกข์ เพราะทุกข์แปลว่าตั้งอยู่ไม่ได้ แต่ไปยึดมั่นให้มันตั้งอยู่ให้ได้ ทุกข์จึงเกิด

ผู้หญิงหลายคนกังวลเรื่องหน้าตา ทรงผม เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ความกังวลของผุ้หญิงผูกพันกับสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

เมื่อผู้หญิงเราเอาความกังวลความใส่ใจไปผูกพันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก็ย่อมทุกข์ตลอดเวลา

เมื่อสังคมไปจัดสรรว่าผู้หญิงจะมีคุณค่าต่อเมื่อผู้หญิงได้ออกเรือน มีสามี มีครอบครัว ผู้หญิงก็ต้องให้ความสำคัญกับการแต่งงาน

ผู้หญิงบางคนมีศักยภาพสูงมาก แต่เพียงเพราะแต่งงานไปแล้วสามีนอกใจ พลังงานทั้งหลายของผู้หญิงคนนี้ไปเวียนวนกับการจัดการกับผู้หญิงที่เข้ามา เป็นบุคคลที่ 3 แทนที่จะได้พัฒนาศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่ การงาน ต้องไปเสียพลังในเรื่องผู้หญิงของสามี

ตราบใดผู้หญิงตั้งหลักตัวเองไม่ได้ เอาความสำคัญของชีวิตไปทุ่มให้กับสามีและลูกหมด โดยไม่เข้าใจว่าตัวเราก็เป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง นั่นก็เป็นการตั้งฐานความเป็นจริงผิดพลาด”

ธรรมมะ บทที่ 60

เรา มักได้ยินใครๆพูดกันว่า ไปทำบุญ ซึ่งส่วนใหญ่ จะหมายถึงการทำบุญตักบาตร การไปวัด การให้ทานสิ่งของเครื่องใช้ หรือเงินทอง การปล่อยนกปล่อยปลา การบริจาคเงินสร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างโรงเรียนหรือการบริจาคเงินให้มูลนิธิและอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินในการทำบุญทั้งนั้น

เรา ต้องใช้เงินซื้อหาอาหารมาทำบุญ หรือซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้ หรือใช้เงินบริจาคให้ไป ถ้าการทำบุญต้องใช้เงินเสมอ คนจนที่แทบไม่มีเงินพอซื้ออาหารและเสื้อผ้า ก็จะไม่มีโอกาสทำบุญเลยใช่ไหม

อันที่จริงแล้ว หลักแห่งการทำบุญนั้นมีถึง 10 วิธี ดังนี้:

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ คือ หนทางแห่งการทำบุญหรือทำความดี 10 วิธี
(bases of meritorious action)

1. ทานมัย (merit acquired by giving)
เป็น การทำบุญด้วยการให้สิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค หนังสือ หรือแม้แต่เงินบริจาค จัดเข้าเป็นการให้ทานทั้งสิ้น (การให้บุหรี่ เหล้า ยาพิษ สินบน ค่าจ้าง อาวุธ ไม่ถือเป็นการทำบุญ เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่นำซึ่งความสุขความเจริญ ไม่เป็นการทำความดี) ซึ่งมีเพียงวิธีนี้วิธีเดียว ที่การทำบุญต้องใช้เงิน

2. สีลมัย (by observing the precepts or moral behavior)
เป็นการทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี
วิธีการทำบุญนี้ ไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงเราประพฤติปฏิบัติตนด้วยการรักษาศึล 5 ให้ได้ ก็เป็นการทำบุญแล้ว

3. ภาวนามัย (by mental development)
เป็น ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือฝึกอบรมจิตใจ เช่น ฝึกให้เป็นคนโกรธให้ช้า และอภัยให้เร็ว หรือ เป็นคนที่ไม่ถือโทษโกรธใครเลย มีจิตเมตตา มองผู้อื่นด้วยความปรารถนาดีเสมอ
ฝึกตนเองให้พึงพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่โลภ ไม่อยากได้ของของคนอื่น ไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับใครๆ เป็นต้น วิธีการทำบุญนี้ ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงเราเฝ้าดูจิตใจของเรา อย่าให้เกิดโทสะ อย่าให้เกิดความละโมบโลภมาก ก็เป็นการได้ทำบุญแล้ว

4. อปจายนมัย (by humility or reverence)
ทำ บุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม เช่น การเคารพผู้อื่น ไม่คิดว่าตนเองมีดี วิเศษกว่าคนอื่น เราต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้อื่นเสมอ รู้จักรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ไม่ดูถูกดูแคลนภูมิปัญญาของคนอื่น รู้จักยกย่องให้เกียรติผู้อ่ืน ด้วยการเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน วิธีการทำบุญนี้ ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย

5. เวยยาวัจจมัย (by rendering services)
ทำ บุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ เช่น การเป็นอาสาสมัครทำงานในองค์กรการกุศลต่างๆ เช่นมูลนิธิ วัด หรือการอาสาสมัครทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม โดยไม่หวังค่าตอบแทนใดๆ หรือแม้แต่การดูแลรับใช้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณ อย่างเต็มอกเต็มใจ รวมไปถึงการแสดงน้ำใจต่อบุคคลอื่นด้วยการกระตือรือร้น แม้แต่เพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่น การบอกทางอย่างเต็มอกเต็มใจแก่ผู้หลงทางมา การช่วยเก็บเศษขยะตามพื้นในโรงเรียนไปทิ้งถังขยะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เป็นน้ำใจที่เราสามารถแสดงออกได้ทุกวัน และ ทุกสถานที่ วิธีการทำบุญแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย

6. ปัตติทานมัย (by sharing or giving out merit)
ทำ บุญด้วยการยกความดีให้แก่ผู้อื่น หรือ ทำบุญด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการทำใจให้สงบ น้อมรำลึกถึงคุณงามความดีที่เราได้กระทำไป และตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้บุญกุศลที่เราทำไปแล้วนั้น หรือที่กำลังจะทำต่อไป ขออุทิศกุศลผลบุญนั้น ให้กับทุกคนที่เราต้องการอุทิศส่วนกุศลให้ ทั้งผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ในการทำการงานใดๆ ในความสำเร็จของงานที่เราทำนั้น ย่อมมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และให้ความร่วมมือ เพื่อให้งานสำเร็จขึ้นมา เราควรยกความดีนั้น ให้แก่เพื่อนร่วมงานของเราหรือทุกคนที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนช่วยให้งานสำเร็จ ไม่ควรคิดว่า เราเก่งอยู่คนเดียวงานจึงสำเร็จออกมาได้ เป็นต้น ในการทำบุญด้วยวิธีนี้ ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย

7. ปัตตานุโมทนามัย (by rejoicing in others’ merit)
ทำ บุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น หรือเรียกว่า การอนุโมทนา นั่นเอง เมื่อเราเห็นใครทำความดี เราควรมีจิตยินดีด้วยในสิ่งดีๆที่เขาได้กระทำไป กล่าวคำอนุโมทนาบุญกับเขาด้วย เพื่อเป็นกำลังใจให้เขาทำดีต่อไป ในการทำบุญวิธีนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย

8. ธัมมัสสวนมัย (by listening to the Doctrine or right teaching)
ทำ บุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือธรรมะ การท่องเว็บธรรมะ การฟังเทศน์ฟังธรรม หรือรับฟังคำสั่งสอนจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ฯลฯ รวมไปถึงข้อคิดดีๆต่างๆ เพื่อการประเทืองปัญญา ทำให้เราฉลาดขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น และรู้วิธีแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง มีผลดีตามมาจากการแก้ปัญหานั้น ไม่ใช่แก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไปเพิ่มปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ การทำบุญอย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย

9. ธัมมเทสนามัย (by teaching the Doctrine or showing truth)
ทำ บุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้ การรับฟังปัญหาชีวิตของผู้อื่น และให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่เขา ชี้แนะทางออกที่มีผลดีแก่ชีวิตเขา การพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่ายให้แก่บุคคลทั่วไป การบรรยายธรรม การเขียนบทความธรรม และ การเขียนข้อคิดที่ดี เพื่อความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิต เพื่อรับมือและจัดการกับปัญหาในชีวิตประจำวันได้ดี การทำบุญอย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย(ยกเว้นการออกเงินเพื่อพิมพ์หนังสือธรรมะ)

10. ทิฏฐุชุกัมม์ (by straightening one’s views or forming correct views)
ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง ทำความเห็นให้ถูกต้อง หรือ สัมมาทิฏฐิ เช่น มีความเห็นว่า ผล วิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว มีอยู่จริง โลกนี้มีจริง โลกหน้ามีจริง บิดามารดามีบุญคุณต่อเรา ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นต้น การทำบุญด้วยวิธีนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินเลยเพียงแต่เราทำความเห็นของเราให้ถูกต้อง


ที่ กล่าวมาทั้งหมด เพียงจะชี้ให้เห็นว่า ในการทำบุญ 9 ประการหลังนั้น เราไม่ต้องใช้เงินเป็นปัจจัยเลย แม้เราไม่มีเงิน เราก็ยังทำบุญได้ทุกวัน แต่ถ้าเราสามารถสละทรัพย์ของเราแม้เพียงเล็กน้อยเราก็สามารถทำบุญให้ครบทั้ง 10 ประการ ได้

ธรรมมะ บทที่ 59

จิตเป็นตัวสั่งสมบุญและบาป

ลักษณะ ที่สำคัญประการหนึ่งของจิต ก็คือ เป็นตัวสั่งสมบุญบาป กรรม และกิเลสเอาไว้ ก็เมื่อจิตมีหน้าที่รับอารมณ์ จึงเก็บอารมณ์ทุกชนิดทั้งที่เป็นบุญ ทั้งที่เป็นบาป ทั้งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปเอาไว้ แล้วเก็บไว้ในภวังค์ที่เรียกว่า ภวังคจิต เก็บไว้ได้หมดสิ้นอย่างละเอียด และสามารถนำติดตัวข้ามภพช้ามชาติไปได้ด้วย

ลักษณะที่จิตเก็บบุญและ บาปเอาไว้นั้น เหมือนกระดาษซับ ที่สามารถซับน้ำเอาไว้คือ ตามปกติเมื่อมีน้ำหกราดลงบนโต๊ะหรือบนพื้นห้อง ถ้ามีกระดาษซับ เรามักจะใช้กระดาษนี้ซับน้ำที่หกราดนั้นให้แห้งไปได้ กระดาษซับสามารถเก็บน้ำได้หมด ฉันใด จิตก็เหมือนกัน เมื่อคนเราทำบุญหรือบาปลงไป จิตก็ซับเก็บไว้ได้หมด ฉันนั้น จิตจึงเป็นสภาพพิเศษที่น่าศึกษาจริง ๆ และเราทุกคนก็ได้ใช้จิตสั่งงานอยู่เกือบตลอดเวลา คนฉลาดจึงเห็นคุณค่าในการพัฒนาจิต อบรมจิตของตน

ในเรื่องที่จิต สามารถเก็บบุญและบาปเอาไว้จนถึงนำข้ามภพข้ามชาติไปได้นี้ บางคนอาจจะสงสัยและคัดค้านว่า "ถ้าหากว่าจิตมีลักษณะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อจิตดวงที่ทำบุญและบาปเอาไว้ดับไปแล้ว บุญและบาปจะติดตามจิตต่อไปได้อย่างไร เพราะบุญและบาปได้ดับไปพร้อมจิตดวงนั้นเสียแล้ว"

ข้อนี้ขอเฉลยว่า ธรรมชาติของจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่ก็ได้เกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย เหมือนกระแสไฟฟ้าที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้แสงสว่างติดต่อกันตลอด เพราะเกิดดับไวมาก อันธรรมชาติของจิตนั้น ก่อนที่มันจะดับไป ได้ถ่ายทอดทิ้งเชื้อ คือ บุญ บาป กรรม กิเลส ไว้ให้จิตดวงต่อไป เก็บไว้นำต่อไป แล้วแสดงผลออกมาเป็นระยะ ตามพลังแห่งกรรมคือบุญและบาปที่ได้สั่งสมไว้ บุญบาป มิได้สูญหายไปพร้อมกับความตายของร่างกาย หรือพร้อมกับความดับของจิต แต่ได้ถ่ายทอดสืบเนื่องไปตลอดเวลา

เหมือนกับพันธุกรรมของมนุษย์และ สัตว์ทั้งหลายที่ถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด แม้ท่านจะตายล่วงลับไปแล้ว แต่ตัวท่านก็ยังมีอยู่ เพราะยีน (Gene) ซึ่งถ่ายมาจากสเปอร์ม และไข่ อันเป็นเชื้อในพันธุกรรมของท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนบุญและบาป ยังสืบต่ออยู่ในบุตรหลานของท่าน เพราะฉะนั้น บุญ บาป จึงมิได้หายไปตราบเท่าที่คนนั้นยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แม้จิตจะเป็นธรรมชาติเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ตาม คนที่เคยพัฒนาตนไว้ดีเมื่อชาติก่อน ๆ เมื่อมาสู่ชาตินี้ จิตก็ยังมีคุณภาพสูงอยู่ ดังที่เราได้พบเห็นท่านผู้ที่บุญมากที่มาเกิด ซึ่งเป็นคนมีรูปร่างดี ปัญญาเฉียบแหลม จิตใจเข้มแข็ง ประกอบด้วยเมตตากรุณา เป็นต้น แต่ถ้าผู้นั้นจะกินแต่บุญเก่าอย่างเดียว ไม่ยอมพัฒนาตนเองในปัจจุบัน พลังของบุญหรือพลังแห่งการพัฒนาตนไว้เมื่อชาติก่อนนั้น ย่อมหมดไปได้ ฉะนั้น คนที่ฉลาดจึงไม่หวังแต่กินบุญเก่าอย่างเดียว แต่ได้พยายามเพิ่มบุญใหม่ด้วยการพัฒนาตน อบรมตนในปัจจุบันด้วย

ธรรมมะ บทที่ 58

ลักษณะของบุญและบาป

เนื่องจากจิตเป็นตัวรับหรือเก็บเอาบุญบาปเอาไว้ ฉะนั้น การศึกษาให้เข้าใจเรื่องบุญบาปตามหลักพระพุทธศาสนา จึงมีความจำเป็นประการหนึ่งในการอบรมจิต เพราะจิตของคนที่สั่งสมบุญไว้มาก เป็นจิตที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากเป็นจิตที่ได้รับการพัฒนา ส่วนจิตของคนที่สั่งสมบาป หรือทำบาปไว้มาก เป็นจิตที่มีคุณภาพต่ำ เพราะขาดการพัฒนา ฉะนั้น จิตของคนที่มีบุญมากกับมีบาปมาก จึงต่างกันมาก เหมือนกับสภาพของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่ด้อยพัฒนา เราจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันประชาชนในหมู่ประเทศทั้ง ๒ มีความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก
เพื่อประโยชน์ในการฝึกอบรมจิต เราจึงควรทราบลักษณะของบุญและลักษณะของบาปตามหลักพระพุทธศาสนา ดังต่อไปนี้

ลักษณะของบุญ
บุญมีลักษณะที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ อยู่ ๓ ประการ คือ
ก. เมื่อกล่าวถึงเหตุของบุญ ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง
ข. เมื่อกล่าวถึงผลของบุญ ได้แก่ ความสุขกายสุขใจทั้งในชาตินี้และในชาติต่อไป
ค. เมื่อกล่าวถึงสภาพของจิต ได้แก่ จิตใจที่สะอาดผ่องใส
เพราะ ฉะนั้น บุญก็คือการทำความดี อันเป็นเหตุทำจิตของตนให้ผ่องใสสะอาด แล้วก่อผลส่งผลให้เกิดความสุขความเจริญทั้งร่างกายและจิตใจให้แก่คนที่ทำบุญ ไว้ หรือคนที่อบรมจิตของตน หรือจะพูดอย่างย่อก็คือ บุญคือความสุขนั่นเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข"

ลักษณะของบาป
ส่วนบาปนั้น มีลักษณะตรงกันข้ามกับบุญ ซึ่งมีลักษณะ ๓ อย่าง เช่นเดียวกัน คือ
ก. เมื่อกล่าวถึงเหตุของบาป ได้แก่ การทำชั่วทุกอย่าง
ข. เมื่อกล่าวถึงผลของบาป ได้แก่ ความทุกข์กายทุกข์ใจทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า
ค. เมื่อกล่าวถึงสภาพของจิตใจ ได้แก่ ความสกปรกเศร้าหมองของจิตใจ
ฉะนั้น บาปคือการทำชั่ว อันเป็นเหตุทำจิตใจของตนให้สกปรกเศร้าหมอง แล้วส่งผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนไว้ว่า "ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะว่าความชั่วย่อมตามตามเผาผลาญในภายหลังได้"

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 57

ชีวิตของคนเราล้วนมีปัญหาเกิดขึ้น และต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขเรื่องที่คาใจนั้น ให้ได้อยู่ตลอดเวลาอาจเป็นปัญหาที่เล็กน้อย กระทั่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นแต่เราผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาก็ควรรู้จักเกี่ยว ข้องอย่างผู้รู้จักปล่อยวาง และเข้าใจ แม้จะไม่สามารถละวางได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ควรรู้จักวางใจให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรู้เท่าทัน แล้วปัญหาที่มีอยู่ย่อมมีทางคลี่คลายลงได้ในสักวัน

การ สอนให้ผู้อื่นให้ทำตาม ไม่ควรสอนในขณะที่ตัวเองมีความโกรธ และเต็มไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวแต่ควรสอนในขณะที่สติปัญญามีอยู่อย่างบริบูรณ์ และควรสอนด้วยความปรารถนาดีที่มาจากใจ เพราะหากสอนโดยการใช้อารมณ์ ผู้ถูกสอนจะไม่จำคำสอนที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน แต่เขาจะจดจำใบหน้าที่ดุร้าย และกิริยาที่แสดงความเกรี้ยวกราดของผู้สอน นั่นถือว่าเป็นความทรงจำที่เลวร้ายของผู้ถูกสอนตราบนานเท่านานคำพูดที่คนเรา เปล่งออกมาแต่ละครั้ง ถือว่าเป็นพลังงานของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะใหม่เสมออาจเป็นไปในทางที่ดี หรือเลวร้าย ก็อยู่ที่เราผู้ออกคำสั่งเป็นหลัก ด้วยเหตุที่คำพูดล้วนมาจากใจเป็นผู้กรองข้อมูลของถ้อยคำปราชญ์ จึงเตือนให้รู้จักคิดเสียก่อนแล้วจึงค่อยพูดเพราะเมื่อเปล่งวาจาออกไปแล้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ที่เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรก็ตามมา

สุนทรภู่กวีเอกแห่งแผ่นดินสยาม จึงกล่าวให้ข้อคิดเกี่ยวกับการพูดไว้ว่า

“ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”
การค้นพบว่าตัวเองชอบอะไรนั้น ชื่อว่าเป็นคุณค่าอย่างหนึ่งของการได้เกิดมา แต่การ ค้นพบความเป็นอิสระที่มีอยู่ในตัวเอง แล้วนำไปสู่การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสงบมีค่ายิ่งกว่า เพราะทำให้เรารู้จักจัดระเบียบชีวิตของตัวเองได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะไม่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของคนอื่นแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ตัวเราค้น พบความสุขที่อยู่ใกล้ ๆซึ่งถือว่าเป็นความสุขที่เรียบง่าย แต่งดงามในความทรงจำของการได้ชีวิตมา คนที่ไม่ รู้จักการดำเนินชีวิตอย่างผู้มีปัญญา ชื่อว่าเป็นชีวิตที่มืดบอดจากความดีงามทั้งหลาย เพราะเมื่อสติปัญญาถูกปิดบัง การเห็นสิ่งต่าง ๆย่อมกลับกลายเป็นความพร่ามัวไปในที่สุด แม้ว่าเราจะชื่อว่ามีตาที่มองเห็น แต่หากไร้ปัญญาในการทำความเข้าใจ เราก็เป็นได้แค่คนตาดีที่ไม่สามารถแสวงหาความดีงามมาประดับชีวิตได้เช่นเคย

โปรดทำความเข้าใจไว้เสมอว่า ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้เสียเลย และก็ไม่มีอะไรที่เรารู้ไปเสียทุกอย่าง ถ้าเราทำความเข้าใจอย่างนี้อยู่เสมอ เราจะรู้ว่า ควรจะปัดปัญหาที่เปรียบเสมือนเส้นผมที่บังตาไม่ให้เราเห็นภูเขาคือ ความจริงที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างไร

บางครั้งปัญหาของชีวิตก็เกิดจากเรื่องเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยมอง กระทั่งก่อตัวเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในเวลาต่อมา เศษผงเล็ก ๆ ที่เข้าตาคนอื่น เรามักจะช่วยเอาออกจากตาของเขาได้ แต่เมื่อปัญหาอันเปรียบเหมือนเป็นผงเล็ก ๆ ที่เข้าตาตัวเอง เรากลับมีความรู้สึกว่ามันช่างยากลำบาก ที่จะทำให้ออกไปจากตาได้

ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามปัญหาเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ชิด แต่ควรรู้จักมองปัญหาที่ใกล้ตัวด้วยใจที่มีวิจารณญาณ เพื่อไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ยิ่งในโอกาสต่อไป

การปรับทัศนคติของชีวิตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะหากรู้จักปรับความเห็นในมุมที่ เป็นบวก เราย่อมรู้จักที่จะคัดเลือกสิ่งดีให้กับตัวเอง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม แต่หากมีทัศนคติที่ติดลบมองโลกแต่แง่ร้ายในฝ่ายเดียว เราย่อมเหมือนคนที่อยู่ในมุมที่คับแคบ ย่อมก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคือง แม้จะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เพราะเรามองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องเลวร้ายไปเสียหมด อนาคตที่ควรจะถูกต่อยอดเป็นความดีงามจึงยุติบทบาทลงในทันที

บางครั้งการพ่ายแพ้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตรู้สึกแย่เสมอไป เพราะหากเคยได้รับแต่ชัยชนะเพียงอย่างเดียวเราย่อมไม่สามารถรับรู้ความ รู้สึกอีกด้านหนึ่งที่เป็นความผิดหวัง ด้วยเหตุที่ไม่เคยแพ้ เมื่อวันหนึ่งความผิดหวังเข้ามาเยือน ย่อมทำให้เราระทมตรมตรอมจากภาวะที่พ่ายแพ้นั้น แต่หากเรียน รู้ที่จะแพ้บ้างในบางโอกาสที่เหมาะสมเพื่อยอมรับที่จะแก้ไขสิ่งที่บกพร่อง ให้ดีขึ้น เมื่อชัยชนะใหม่มาครอบครอง เราย่อมรู้จักรสชาติของความสมหวังอย่างรู้คุณ

การที่เราผิดพลาดแล้วได้รับการให้อภัยจากผู้อื่นถือว่าเป็นความโชคดีอย่างมากของชีวิต เพราะ เป็นการได้รับโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งบกพร่องให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ควรรู้จักที่จะพัฒนาตนเองให้ดีกว่าเดิม มิใช่ยินดีกับการได้รับการให้อภัยแล้วหยุดเรียนรู้ที่จะแก้ไข เพราะเมื่อวันหนึ่งที่ไม่มีใครเห็นใจ เราจะเดียวดายจากคนรอบข้างที่เคยเห็นคุณค่าในตัวเรา เพราะเราเป็นผู้ผลักไสให้เขามองเราว่าเป็นคนไร้ค่าด้วยตัวของเราเอง

ธรรมมะ บทที่ 56

การรับธรรมะ คือการได้รับถ่ายทอด "วิถีแห่งจิต" เมื่อสอง พันห้าร้อยกว่าปีก่อน ท่านจอมปราชญ์ขงจื่อ ก็ได้รับการถ่ายทอด "จุดสถิตชีวิตสว่างดวงธรรมญาณ" จากพระอริยเจ้าเหลาจื่อ เรียกว่า ได้รับการถ่ายทอด "จุดตรัสรู้"

พระมหากัสสปะ ก็ได้รับการถ่ายทอดจุดตรัสรู้จากพระพุทธ องค์ จากการชูดอกบัวให้เห็นตรงหน้า เป็นปริศนาธรรม

ประมาณหนึ่งพันกว่าปีก่อน พระพุทธจีกงต้องอาศัยการถูก ตบหน้าจากพระอาจารย์ เป็นอุบายเบือนความสนใจจากสงฆ์น้อย ใหญ่ในที่นั้น พร้อมกับได้รับการถ่ายทอดจุดตรัสรู้โดยฉับพลัน

เมื่อหนึ่งพันสามร้อยกว่าปีก่อน พระสังฆปรินายกหงเหยน จะถ่ายทอดจุดสถิตชีวิตสว่าง ให้แก่ท่านเว่ยหล่าง ผู้ซึ่งเข้าถึงภาวะ สงบ ว่าง วางจิตลงได้แล้ว ยังจะต้องแอบนัดหมายในเวลาคํ่ามืด ปลอดคน อีกทั้งยังต้องใช้จีวรคลุม แล้วจึงถ่ายทอดจุดสถิตจิตญาณ

จึงมีคำกล่าวถึงความวิเศษของการได้รับการถ่ายทอดวิถีแห่ง จิตนี้มากมาย เช่น

"เช้าได้รับวิถีธรรม แม้เย็นตายก็ไม,เสืยดาย" หรือ "เจนจบ หมื่นคัมภีร์ศาสน์ มิอาจเทียบพระวิสุทธิอาจารย์ประทานจุด" หรือ

"ความรู้ท่วมหัว พาตัวไม่พ้นทาง บทกลอนเต็มทุงกาง ไม่รู้ ทางที่เกิดตาย" หรือ "ทางไปพระนิพพาน ที่ว่าไกลถึงสิบหมื่นแปด พันลี้ เพียงชุดเโเดชี้ อยูไกล้แค่นัยน์ตา" เป็นต้น

ธรรมญาณ คือจิตเดิมแท้ในกายเรา เป็นหลักในการปกครอง กายสังขาร เมื่อหลงลืมจิฅเดิมแท้ ไม,รู้ว่าเกิดมาจากทึ่ใด เมื่อตายจะ ไปสู่ที่ใด จึงลงสู่นรกภูมิเวียนว่ายเกิดแก่เจ็บตายไม่สิ้นลุ[ด" แต่ถ้าได้ รับวิถีธรรม ก็คือ ได้รับการเปิดประตู "ชีวิตสว่างดวงธรรมญาณ" หลังจากทิ้งกายสังขารไปแล้ว จึงมีโอกาสบรรลุคืนสู่แดนอนุตตรภูมิ ได้ เหมือนกับพระอริยเจ้าทุกพระองค์

การรับธรรมะ จะได้รับสิ่งวิเศษ 3 ประการ ซึ่งเป็นความลับ ของสวรรค์มีดังนี้
1. จุดญาณทวาร (จุดสถิตชีวิตสว่างดวงธรรมญาณ) พระเยซูเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า "แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางของ พวกท่าน" (you midst) และยังตรัสอีกว่า "จงเข้าไปทางประตูแคบ เถิด เพราะประตูกว้าง และทางเดินสายนั้นย่อมนำไปสู่นรก มิคนมาก มายเดินสายนั้น ส่วนประดูแคบและทางเดินวิบาก ซึ่งนำไปสู่ชีวิตนั้น มิน้อยคนนักที่จะได้พบ" (ท่านมัทธิว 7:13-14) ประตูแคบก็คือ "ธุด ญาณทวาร" ประตูกว้างก็คือ ตา หู จมูก ปาก สะดือ กระหม่อม (ชีว วิถีหก)

องค์พระสัมมาส้มพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ในคิริมานนทสูตรว่า "ทางไปพระนิพพานนั้นเล็กนิดเดียว เอาเส้นผมมาผ่าออกเป็นสาม เสี้ยว แยงเข้าไปยังคับๆ" เป็นด้น ปริศนาธรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็น ความลับของสวรรค์ มิอาจเปิดเผยได้ เฉพาะผู้ที่ได้รับวิถีอนุตตร ธรรมเท่านั้น จึงจะรู้ปริศนาธรรม หรือหนทางนิพพาน ที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายได้ทรงกล่าวไว้

2. รหัสคาถา เป็นสัจคาถาศักดิสทธ ถ่ายทอดจากปาก สู่จิต จดจำไว้ในใจ ใช้สื่อถึงสิ่งศักดิสิทธทั้งหลาย ช่วยรักษากาย สังขาร ให้รอดพ้นจากเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่างๆ ได้

3. ลัญจกร เป็นตราประทับศักดิสทธของพระพุทธะ เป็นเครื่องหมายที่จะพาให้พ้นจาก 81 มหันตภัย ในธรรมกาลยุคขาว สุดท้ายนี้ ใช้ร่วมกับสองสิ่งแรกเพื่อให้เกิดพุทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ และ ตราประทับนี ยังซ่อนความนัยของการบำเพ็ญธรรมไว้อีกด้วย ดังคำ กล่าวของพระเยซูเจ้าที่ว่า " ท่านจะเป็นประชากรของพระเจ้าไม่ได้ เลย นอกจากท่านจะทำใจให้เหมือนเด็กๆ" (ท่านมัทธิว 18:3)

สรุป การกราบขอรับวิถีอนุตตรธรรม ก็คือ การมาเปิดประตู "สถิตชีวิตสว่างดวงธรรมญาณ" จากพระพุทธพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้ รับสนองบัญชาจากพระแม่องค์ธรรม หรือพระผู้เป็นเจ้า ให้มาเป็น พระวิสุทธิอาจารย์ในยุคนี้

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 55

สระน้ำที่กว้างขนาด ๑ ไร่ สระทั้งสระมีปลาเพียงตัวเดียว เป็นปลาที่มีความรวดเร็วประดุจสายฟ้า ลัดนิ้วเดียวไปอยู่ขอบสระอีกด้านหนึ่งได้ ชาวประมงผู้มีแหอยู่ในมือ ต้องการจะจับปลาตัวนั้น ชาวประมงบางคนก็เหวี่ยงแหสุ่มไปทั่วทั้งสระ เขาก็เหนื่อยเปล่า บางคนก็ไปเอาแหขนาดเท่ากับสระ แต่เขาก็เหวี่ยงแห่ผืนใหญ่ขนาดนั้นไม่ไหว ก็เหนื่อยเปล่า แต่มีชาวประมงผู้ฉลาดผู้หนึ่ง เขาคอยจ้องอยู่ตรงที่ปลามันผุดมีน้ำกระเพื่อมทำปากให้ผัสสะกับผิวน้ำ เขามีปัญญารู้ชัดว่า เมื่อปลาผุดที่ใดแล้ว ทั้งในน้ำและผิวน้ำ ทั่วทั้งสระบริเวณอื่นๆ จะว่างเปล่า ก็สมัยใดที่ปลามันผุดตรงหน้า เขาก็เหวี่ยงแหตรงที่มันผุด ก็เป็นอันว่าสมัยนั้น เขาจับปลาตัวนั้นได้แล้ว

ในที่นี้ ปลาตัวนั้นคือความรู้สึก คือขันธ์ ๕

สระน้ำคือ ธาตุ ๔ อันประกอบกันเป็นแขนขาลำตัว เป็นรูปกายที่มองจับต้องได้นี้

สมัยที่ปลาผุดมีน้ำกระเพื่อมกระทำปากให้ผัสสะกับผิวน้ำ คือสมัยที่รู้สึกอยู่ตรงนิ้ว ตรงมือ ตรงแขน ฯ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งกำลังไหว กำลังเคลื่อน หรือกำลังผัสสะ

คำว่า เขามีปัญญารู้ชัดว่า เมื่อปลาผุดที่ใดแล้ว ทั้งในน้ำและผิวน้ำ ทั่วทั้งสระบริเวณอื่นๆ จะว่างเปล่า คือ ขันธ์ ๕ นี้ ทำงานเป็นทีมงาน เกิดดับอยู่ด้วยกันทีละขณะ หรือจิตนี้ เกิดดับได้ทีละดวง จะเป็น ๒ ดวงในขณะเดียวกันหาได้ไม่ เมื่อมีความรู้สึกตรงที่นิ้วกำลังขยับจุดเดียว ตรงอื่นทั่วรูปกายจะว่างจากความรู้สึก แม้การตรึกนึกคิด ดำริ จงใจ ครุ่นคิด ทั้งหลายทั้งปวงก็ดับสนิท

คำว่า เขาก็เหวี่ยงแหตรงที่ปลาผุด คือ มีสติประคับประคอง ให้ตรงต่อมือที่กำลังขยับเคลื่อนเป็นต้น ซึ่งจะตรงต่อความรู้สึกที่กำลังปรากฏ หรือมีสติประคับประคองตรงสัมปชาโน ที่กำลังปรากฏซึ่งหน้า

คำว่า เป็นอันว่าสมัยนั้นเขาจับปลาตัวนั้นได้แล้ว คือ หยั่งความรู้สึกถูกต้องตรง ฐานใดฐานหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ ได้แล้ว ยกจิตสู่พระไตรลักษณ์ได้แล้ว แม้ที่มือขยับ ก็เป็นการยกจิตสู่พระไตรลักษณ์ เห็นพระไตรลักษณ์ตรงมือนั้นเทียว

ขันธ์ ๕ นั้น แม้มีรูปขันธ์ รวมอยู่ด้วย แต่รูปขันธ์ดังกล่าว เป็นรูปปรมัตถ์ มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ถึงแม้จะมองไม่เห็นขันธ์ ๕ แต่สมัย ที่เขาผัสสะกระทบกันอยู่ภายใน ก็เป็นสมัยที่เราหยั่งให้ถูกต้องเขาได้ อุปมาเหมือนลมที่พัด ที่จริงเราก็ไม่เห็นลมๆ เหมือนขันธ์ ๕ ที่เรามองไม่เห็น แต่เราเห็นใบไม้ไหว เห็นฝุ่นปลิว ก็รู้ว่าใบไม้แลฝุ่นเหล่านั้นไหวได้เพราะกำลังผัสสะอยู่กับลม มีการกระทบอยู่กับลม เราก็อาศัยหยั่งลงที่รูปที่กำลังไหว ก็ย่อมถูกต้องเข้าที่ลมด้วย

ในความรู้สึก จะรู้สึกตรงนิ้วขยับ ตรงแขน ตรงลิ้น จะตรงส่วนไหนของร่างกาย ที่กำลังไหว กำลังผัสสะ ณ ที่ๆ รู้สึกนั้น มีขันธ์ ๕ เกิดดับปรากฏอยู่ด้วยกันทั้ง ๕ ขันธ์

เห็นในความรู้สึก อย่างเดียว เป็นการเห็นรูป(ขันธ์) ด้วยแล้ว มิใช่เป็นการเห็น นาม อย่างเดียว

ดังนั้น ในพระปริยัติธรรม ท่านจึงเรียกรวมกันในทุกที่ว่า "เห็นรูปนามเกิดดับ" จะไม่มีที่ใดที่แยกใช้ว่า "เห็นรูป เกิดดับ" หรือ "ห็นนามเกิดดับ" โดยส่วนแห่งคำอย่างใดอย่างหนึ่งฝ่ายเดียว

ธรรมมะ บทที่ 54

ละความยึดมั่นถือมั่นและปล่อยวาง

เมื่อเราเข้าใจไตรลักษณ์คือ อนิจจังความไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตาความไม่ใช่ตัวตน แล้วก็เข้าใจความไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราไปด้วย
ความ เข้าใจอันนี้ เมื่อเรานำมาพิจารณาบ่อย ๆ พิจารณากับทุกสิ่งที่ได้พบ พิจารณากับทุกปัญหาทุกข์ใจของเรา พิจารณาด้วยความเป็นธรรม ยอมรับความจริงของสัจธรรม ยอมรับความจริงของสัจธรรมของโลก เพราะเถียงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ในเมื่อความจริงมันเป็นเช่นนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีวันเปลี่ยนไปตามที่ใจเราต้องการ
ถ้าเรายอมรับ สัจธรรมนี้ได้จิตใจของเราจะอ่อนลง ความยึดมั่นถือมั่นจะผ่อนคลายลง อย่างที่ท่านเรียกว่า ปล่อยวาง มันลง เราก็จะหลุดออกจากความทุกข์ได้ เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ สะสมความเย็น ความปล่อยวางนี้ไปเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆเพิ่มขึ้นเอง จนวันหนึ่งจะชัดเจนจนสังเกตได้ว่าเรื่องที่เราเคยทุกข์หนัก พอพบเรื่องที่ควรจะทุกข์ เราจะทุกข์น้อยลง
ในการสอนระดับสูง ท่านไม่ให้ยึดมั่นแม้แต่ในเรื่องการทำดี พูดอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำดี แต่แปลว่า ทำดีเสร็จแล้ว ไม่ยึดติดกับความดีที่ทำไปแล้วนั้นจนเป็นทุกข์อีก พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้ยึดมั่นแม้ในนิพพาน คือ ให้ปล่อยวางในทุก ๆเรื่อง เพื่อให้สงบ
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ร่างกายนี้เปราะเหมือนไข่ พร้อมที่จะแตก แม้ร่างกายจะกระวนกระวาย ขออย่าให้ใจกระวนกระวายแม้จะแก่ชรา หรือเจ็บไข้

ธรรมมะ บทที่ 53

มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ดินน้ำไฟลม ประกอบเข้าเป็นรูปกายมนุษย์ เป็นกายนอก ที่ จับต้องมองเห็นนี้ มิใช่รูปขันธ์ในขันธ์ ๕

มนุษย์มีขันธ์ ๕ ขันธ์ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เป็นทีมงานที่สามัคคีทำงานอยู่ด้วยกัน เข้าสวมอยู่ในกายธาตุที่จับต้องได้นี้ มันมีรูปขันธ์ ที่ซ้อนอยู่ในรูปกาย

ขันธ์ ๕ นี้ โดยทั่วไป ภาษาพูดเรียกว่า วิญญาณ เข้ามาอาศัยใน รูปกายนี้ เมื่อตายภาษาพูดก็บอกว่าไม่มีวิญญาณ ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า วิญญาณในที่นี้ กับวิญญาณขันธ์ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน

ก็แม้เฉพาะวิญญาณขันธ์ประการเดียว เข้าอาศัยแล้วออกไป เราคงจะไม่เจ็บ ไม่จำ ไม่นึกคิด มิใช่หรือ แต่ทำไม เรามีเจ็บ มีจำ มีการนึกคิด นั่นแสดงว่า ภาษาพูดดังกล่าวคลาดเคลื่อน แท้จริงแล้วคำว่า วิญญาณ (ในภาษาพูดดังกล่าว) ก็คือขันธ์ ๕ มีอยู่ครบด้วยกันทั้ง ๕ ประกอบกันเข้าทั้ง รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ อยู่ในคำว่าวิญญาณนั้นด้วย

ศพ ภาษาพูดเรียกปราศจากวิญญาณบ้าง วิญญาณออกจากร่างบ้าง คล้ายกับว่าเฉพาะวิญญาณขันธ์ ตัวเดียวที่ไม่มีเสียแล้ว ซึ่งก็คลาดเคลื่อนอีกนั่นแหละ ก็แม้ศพนั้นไปแต่วิญญาณ แสดงว่าในศพยังมีเวทนาขันธ์ ยังมีสัญญาขันธ์ ยังมีสังขารขันธ์ เหลืออยู่ด้วยหรืออย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งว่า ศพนั้นยัง รู้จักเจ็บ รู้จักจำ ยังรู้จักการนึกคิด

ศพ เป็นสภาพที่ปราศจากความรู้สึก แสดงว่าความรู้สึก กับขันธ์ ๕ นี้ คือตัวเดียวกัน

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ขันธ์ ๕ นี่แหละเป็นตัวทุกข์ นั่นก็ตรงกับความเป็นจริงที่คนทั่วไปเข้าใจแล้วว่า ความทุกข์ ของคนเรา มันทุกข์ อยู่ในความรู้สึก รูปกายส่วนแขนขา ที่มันชา มันไม่รู้สึก เอาเล็บไปหยิก มันจะไม่เจ็บ มันก็ไม่ทุกข์

เมื่อศพ เป็นสภาพที่หมดความรู้สึก และความรู้สึกคือขันธ์ ๕ นั่นแสดงว่า ขณะที่ตาย ย่อมมีอาการที่เกิดปรากฏการณ์ที่ มีรูป(ขันธ์)ทิ้งรูปเสียด้วย และมันก็แสดงอยู่โดยปริยายว่า ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มันยังมีรูป ที่ซ้อนอยู่ในรูปอีกชั้นหนึ่งด้วย มิฉะนั้นแล้ว มันคงจะมีรูป(ขันธ์) ที่ทิ้งรูป(กาย) ในขณะตาย หาได้ไม่


รูป(ขันธ์) ที่ซ้อนอยู่ในรูป (กายนอก) นี่แหละ ท่านอาจารย์แป้นเรียกว่า กายในกาย เป็นรูปปรมัตถ์ จะต้องดูด้วยตาปัญญาอีกทีหนึ่ง จึงจะเห็นได้ ทั้ง กายในกาย เป็นที่แห่งหนึ่ง สำหรับยกจิตมาวางในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตามหลักสติปัฏฐาน ๔

บางท่านเข้าใจ(ผิด)ว่า รูปกายที่จับต้องมองเห็นได้ กับรูปขันธ์ เป็นตัวเดียวกัน ก็เข้าใจสืบต่อไปว่า สิ่งที่พรากไปจากศพ ไปเพียง ๔ ขันธ์ คือไปแต่เพียง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณ เท่านั้น ทิ้งรูปขันธ์(คือรูปศพ) ไว้
แม้ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องแล้วละก็ มนุษย์ที่ตายทุกคน จะต้องไปเกิด เป็นอรูปพรหม เท่านั้น ซึ่งเป็นภพภูมิที่ไม่มีรูป จะไปเกิดในภพภูมิที่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ไม่ได้อีก ก็ท่านบอกว่า รูปขันธ์มันไม่ได้ไปด้วย นี้ก็เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า รูปกายที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ กับรูปขันธ์เป็นตัวเดียวกัน มันก็จะขัดกันเองอย่างนี้


สมัยนี้ มีการผลิตหุ่นยนต์ที่มีคนเข้าไปควบคุมในตัวหุ่น ควบคุมอยู่ให้หุ่นยนต์ขยับแขนขาลำตัว คู้เหยียดเคลื่อนไหว เหมือนขันธ์ ๕ เข้าอาศัยในรูปกายอันประกอบกันเข้าด้วยดินน้ำไฟลม นี้

ต่างแต่เพียงว่า บุคคลผู้นั่งในหุ่นยนต์นั้น นั่งตรงจุดควบคุมแห่งเดียว เมื่อจะยกมือขยับนิ้วหุ่น ก็เพียงกดปุ่มโน้นปุ่มนี้ ไม่ต้องออกจากลุกจากที่หรือออกจากตัวหุ่นเดินมายกมือขยับนิ้วหุ่นแต่อย่างใด แต่ขันธ์ ๕ ที่เข้าสวมอาศัยควบคุมรูปกายนี้ ถ้ามันต้องการให้มือคู้เหยียด ขยับนิ้ว มันก็ต้องย้ายทีมงานทั้ง ๕ เคลื่อนไปทำการงานอยู่ตรงมือตรงนิ้วที่กำลังขยับนั้น เพียงจุดเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 52

ทางพระพุทธศาสนา ถือ มละ ว่า เป็นมลทิน เพราะอะไร ?
เพราะว่า เป็นธรรมอันทำใจของบุคคล ให้เศร้าหมอง เมื่อเกิดมีก็ทำใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว ไม่สามารถมองเห็นอรรถ มองเห็นธรรมได้
มลทิน เครื่องเศร้าหมอง ถ้าบังเกิดขึ้นในจิตสันดาน จะชำระได้ อย่างไร ?
พึงชำระได้โดยวิธี เจริญธรรมทั้งหลาย อันเป็นเครื่องแก้กัน ดังต่อไปนี้
เจริญเมตตา แก้ความโกรธ
บำเพ็ญกตัญญูกตเวที แก้ลบหลู่คุณท่าน
เจริญมุทิตา แก้ความริษยา
ให้ทานหรือบริจาค แก้ความตระหนี่
ทำความซื่อตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แก้มารยา
บำเพ็ญอปจายนะหรืออัตตัญญุตา แก้มักอวด
พูดวาจาจริง แก้พูดปด
มักน้อยและสันโดษ แก้ความปรารถนาลามก
สัมมาทิฏฐิ แก้ความเห็นผิด
คำว่าโกรธ คืออะไร ?
คือ ความขุ่นแค้นขัดเคือง ในบุคคล หรือในสัตว์ที่ตนไม่ชอบใจ เมื่อเกิดแล้ว เป็นสมุฏฐาน คือ เหตุให้เกิดโทสะ ความคิดร้าย ถ้า สติรั้งไม่อยู่ ย่อมพูดคำหยาบ ก่อการวิวาท ทำร้ายร่างกาย

คำว่า ลบหลู่คุณท่าน คืออะไร ?
คือ ไม่รู้จักบุญคุณของท่านที่มีแล้วแก่ตน แก่ผู้อื่น หรือประเทศ ชาติแม้มีโอกาส ก็ไม่คิดตอบแทนบุญคุณของท่าน บางทีกลับแสดงอาการดูหมิ่นท่านเสียอีก

คำว่า ริษยา หมายถึงอะไร ?
หมายถึง ความที่จิตดิ้นรน กระวนกระวาย กระสับกระส่ายในเมื่อเห็นผู้อื่นดีกว่าตนหรือเสมอตนจะอดทนอยู่ไม่ได้

คำว่า ตระหนี่ หมายถึงอะไร ?
หมายถึง ความเหนียวแน่น แม้มีความจำเป็น ก็ไม่ยอมสละทรัพย์สินเงินทอง ไม่ปรารถนาจะบริจาคแก่ใคร

คำว่า มายา หมายถึงอะไร ?
หมายถึง เจ้าเล่ห์ เจ้าอุบาย แสดงอาการกาย วาจาผิดปกติ จากความเป็นจริงด้วยประสงค์จะให้เขาเกิดความเอ็นดูสงสาร เป็นต้น

คำว่า มักอวด หมายถึงอะไร ?
หมาย ถึงการคุยอวดคุณความดีของตน เพื่อยกตนเองว่าวิเศษ โดยแสดงออกทางกาย หรือ ทางวาจา เพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าตนมีโคตรตระกูล ยศ ศักดิ์ ความรู้และคุณธรรมดีอย่างนั้นดีอย่างนี้เพื่อให้เขานิยมชมชอบในตน รักใคร่ นับถือตน

คำว่า พูดปด หมายถึงอะไร ?
หมายถึง การพูดให้ผิดไปจากความจริง การเขียนหนังสือปด หรือสั่นศรีษะ พยักหน้าให้เขาเข้าใจผิด จัดว่าพูดปด


คำว่า มีความปรารถนาลามก หมายถึงอะไร ?
หมาย ถึง ความปรารถนาชั่วเช่นปรารถนาได้ทรัพย์ในทางทุจริต มิจฉาชีพต่าง ๆ เช่น มีการต้มตุ๋น ล่อลวงอวดคุณวิเศษหลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต เป็นต้น

เห็นผิด หมายถึง อะไร ?
หมายถึง ความเห็นผิด ที่ผิดจากคติทางพระพุทธศาสนา คือเห็นว่าบาปบุญไม่มี มารดาบิดาไม่มีคุณ เป็นต้น

ธรรมอันหมดจดมีเท่าไร ?
ก็มี ๙ เหมือนกัน (ซึ่งตรงกันข้ามกับ มละ คือ มลทิน) คือ
- มีจิตใจไม่โกรธง่าย
- กตัญญูกตเวที
- มุทิตา
- มีใจเผื่อแผ่
- เป็นคนตรง
- ไม่โอ้อวด
- พูดความจริง
- มีความปรารถนาในทางที่ดี
- มีความเห็นชอบ

มละ กับ อุปกิเลส ต่างกันอย่างไร ?
ต่างกัน คือ
มละ หมายถึง เป็นธรรมอันทำใจให้เศร้าหมอง
อุปกิเลส หมายถึง กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ

ลบความดี กับยกย่องความดี ต่างกันอย่างไร ?
ต่างกัน คือ
ลบความดี คือ กลบ ปิดบังซึ่งคุณงามความดีที่ผู้อื่นได้กระทำไว้แล้วแก่ตน หรือ แก่ผู้อื่น หรือแก่ส่วนรวม
ยกย่องความดี คือ ยกย่อง ชมเชย ยกย่องเอาความดีขึ้นมาแสดงให้ปรากฏ

มายา กับ พูดปด ต่างกันอย่างไร ?
ต่างกันดังนี้
มายา หมายถึง เจ้าเล่ห์ เจ้าอุบาย แสดงอาการกาย วาจาผิดปกติจากความเป็นจริงด้วยประสงค์จะให้เขาเกิดความเอ็นดูสงสาร เป็นต้น
พูดปด หมายถึง การพูดให้ผิดคลาดเคลื่อนไปจากความจริง การเขียนหนังสือปด หรือสั่นศรีษะ พยักหน้าให้เขาเข้าใจผิด จัดว่าพูดปด

บรรดามลทิน ๙ อย่าง อย่างไหนมีโทษร้ายแรงที่สุด เพราะเหตุไร ?
เห็น ผิด คือ เห็นผิดจากคลองธรรมมีโทษร้ายแรงที่สุดเพราะ ความเห็นผิด เมื่อเกิดมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมทำชั่วได้ทุกอย่าง และถ้ามีความเห็นผิดดิ่งเป็นนิยตะ ก็นับว่าอาภัพที่สุด

สนิมภายใน คืออะไร เปรียบด้วยอะไร และจะชำระออกด้วยอะไร ?
กิเลส กรรม ทั้ง ๙ มี โกรธ เป็นต้น ชื่อว่ามลทิน เป็นสนิมภายใน เปรียบเหมือนสนิมภายในที่ทำให้จิตสกปรก จิตที่สกปรกด้วยมลทิน ต้องชำระด้วยด้วยปัญญา

ธรรมที่เป็นเครื่องชำระจิต คือ มลทิน ๙ อย่าง คือ อะไร ?
ธรรมที่เป็นเครื่องชำระจิต คือ มลทิน ๙ อย่าง คือ
๑. โกรธ แก้ด้วยขันติ เมตตา กรุณา
๒. ลบหลู่คุณท่าน แก้ด้วยกตัญญูกตเวที
๓. ริษยา แก้ด้วยมุทิตา
๔. ตระหนี่ แก้ด้วยทาน
๕. มายา แก้ด้วย อุชุ อาชวะ ความซื่อตรง
๖. มักอวด แก้ด้วย อัตตัญญุตา อปจายนะ
๗. พูดปด แก้ด้วยสัจจวาจา
๘. ปรารถนาลามก แก้ด้วยเห็นชอบตามคลองธรรม
๙. เห็นผิด แก้ด้วยเห็นชอบตามคลองธรรม

ธรรมมะ บทที่ 51

มละ คือ มลทิน ๙ อย่าง
โกรธ ๑ ลบหลู่บุญคุณท่าน ๑ ริษยา ๑ ตระหนี่ ๑ มายา ๑
มักอวด ๑ พูดปด ๑ มีความปรารถนาลามก ๑ เห็นผิด ๑.

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 50

ในทางพุทธศาสนา ความทุกข์เป็นครูผู้มาปลุกให้ตื่น แต่คนขาดสติเมื่อความทุกข์มาปลุก เขาจะลุกไม่ขึ้นเพราะมัวแต่ “เป็น” ทุกข์จนมองไม่ “เห็น” ทุกข์

ความเกรี้ยวกราดสะท้อนความ อ่อนแออย่างรุนแรงที่แฝงอยู่ในตัวคน ความเมตตา พร้อมที่จะเข้าอกเข้าใจ สงบ และให้อภัยต่างหากคือความเข้มแข็งของจิตใจ

คนที่จะได้รับประโยชน์จาก การให้อภัยเป็นคนแรกก็คือตัวผู้ให้อภัยนั่นเอง คนที่ไม่ยอมให้อภัยก็คือคนที่กักขังตัวเองไว้ในคุกของความเจ็บปวดอันยาวนาน

สายน้ำไม่อาจหวนคืน สายธารเวลาไม่อาจหวนกลับ

ในขณะที่นักหนังสือพิมพ์กำลังตรวจสอบนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะนั้น สังคมก็กำลังตรวจสอบนักหนังสือพิมพ์ด้วยเช่นเดียวกัน

ทุกสิ่งที่เราลงมือทำ ไม่ว่าจะด้วยความมีสติ หรือขาดสติก็ตาม ในที่สุดแล้ว การกระทำของเราจะส่งผลสะเทือนต่อมนุษยชาติในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ

ธรรมมะ บทที่ 49

ปลุกเร้าคุณธรรมและชักนำปัญญา

ปุจฉา: วิธีการคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม จะนำมาปฏิบัติในครอบครัวอย่างไร

วิสัชนา: การคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม ก็คือการมองสิ่งต่างๆ ในทางที่จะให้เกิดผลดีงาม หรือเป็นประโยชน์ เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มต้นในครอบครัว อย่างในการศึกษาของเด็ก เช่น พ่อ แม่ ไปกับลูก ขับรถไป เห็นเด็กแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาด สกปรก ตอนนี้ลูกมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว เขาจะมีท่าทีจิตใจมองในแง่ใด มีความรู้สึกต่อภาพที่ปรากฏนั้นอย่างไร พ่อ แม่ จะชักนำได้ ไม่ว่าจะในทางที่เป็นการเร้ากุศลหรือเร้าอกุศล เช่น พ่อแม่บอกว่าเด็กคนนั้นน่าเกลียด สกปรก อย่าดูมัน ก็เป็นการเร้าอกุศล
แต่ ถ้าพ่อแม่พูดไปในทำนองที่ว่า น่าเห็นใจเขานะ บ้านเมืองยังมีความยากจนอย่างนี้ เขาเกิดมาไม่มีเสื้อผ้าใช้ เมื่อเรามีโอกาส เราต้องช่วยกันนะ เอาเสื้อผ้าไปช่วยให้เขาได้ใส่บ้าง จะได้อยู่ดีมีสุข อย่างนี้เป็นการปลุกเร้ากุศล
พ่อแม่มีอิทธิพลในเรื่อง นี้มาก เวลาไปห้างสรรพสินค้า ซื้อของต้องคิดว่าจะพูดอย่างไร ให้ลูกมีท่าทีมองสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ถ้าพ่อแม่พาลูกไปห้างสรรพสินค้า ไม่ได้ใช้ความคิด ก็ไม่สามารถชักนำโยนิโสมนสิการให้แก่เด็กได้ ไม่เป็นกัลยาณมิตร อาจจะกลายเป็นปาปมิตรไป คือมิตรที่ไม่ดี
ถ้าเป็น กัลยาณมิตรก็จะชี้แนะ พอลูกเห็นอะไรสะดุดตา สึแดง สีเขียว ฉูดฉาด ก็จะวิ่งรี่เข้าไป ตรงนี้ถ้าพ่อแม่กระตุ้นผิดทาง ก็จะบอกได้แค่ว่าอันนี้ไม่สวย อันนั้นสวยกว่า เอาอันนั้นดีกว่า อันนี้อย่าไปเอาเลย ฯลฯ แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ ก็จะกระตุ้นในแง่ที่ว่าของนี้คืออะไร ทำด้วยอะไร มาจากไหน ใช้ทำอะไร มีแง่ดี แง่เสียอย่างไร ควรจะใช้ประโยชน์อย่างไร ถ้าลูกเป็นคนทำ จะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร เป็นการให้ความรู้และปลุกเร้าฉันทะไปด้วย เด็กก็จะเกิดความใฝ่รู้ และสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ ถ้าได้มากกว่านั้นเด็กอาจจะเกิดความคิดที่จะทำหรือประดิษฐ์ขึ้นบ้าง ไม่ใช่ติดอยู่กับความชอบใจ ไม่ชอบใจ สีสวย ไม่สวย แล้วจบ ซึ่งจะไม่เกิดปัญญา

ธรรมมะ บทที่ 48

ธรรมนั้นยาก ที่จะมี ผู้รู้แจ้ง มีแต่ขัด แย้งกัน แข่งศักดิ์ศรี
รู้แต่ธรรม ไม่มีธรรม โอ้อวดดี ถึงล้านปี ล้านชาติ ไม่เห็นธรรม

จะบรรลุ ธรรมใด ใจต้องแน่ แม้เกือบแย่ ต่อมาร ด่านทดสอบ
อย่าไปหลง อย่าไปตก จงรอบคอบ แม้ถูกลอบ ต่อมารใด จงมั่นคง

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น เพราะอะไรถึงบอกว่าสมมุติ ก็เพราะเหตุว่า สิ่งที่เราเรียกว่าตัวเรา
คือร่างกายนี้ หรือวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่อยู่รายล้อมตัวเราท่านทั้งหมดทั้งสิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน
ล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป ทุกอย่างมีอายุขัยของมันทั้งสิ้น
ฉะนั้นแล้วทุกตัวตนเราท่านทั้งหลายที่ได้เกิดมาอยู่บนโลกมนุษย์นี้จึงประสบแต่สิ่งที่เป็นทุกข์
เพราะความปรารถนาไม่สมหวังไม่เป็นดั่งใจ เกิดความบีบคั้นทั้งกายและใจ ต้นเหตุที่มนุษย์ต่างเป็นทุกข์
ก็เพราะว่าใจของเราท่านทั้งหลายต่างไปยึดกับสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น และหมายมั่นเอาเองว่า
เป็นตัวตนแท้จริงของเราและคิดเอาเองว่าสิ่งเหล่านี้จะอยู่กับเราตลอดไป

อารมณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย โลกทั้งโลกนี้ ล้วนเกิดที่จิต อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นก็เกิดที่จิต
เมื่อเธอทั้งหลายจะละความเห็นนี้ออก ก็ต้องย่อมละที่จิตนี้เองมิใช่ที่อื่น

สตินี้แล เป็นธรรมอันยอดแล้ว เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นไปต่อการถ่ายถอนความเห็นผิด
และเพื่อเจริญในธรรมเพื่อความพบอมตสุข คือนิพพาน

ธรรมมะ บทที่ 47

อย่ากลัวว่าคนจะไม่เห็นคุณค่า จงกลัวแต่ว่าเมื่อเขาเห็นคุณค่าแล้ว คุณจะยังดีไม่พอ

อำนาจต้องสนองการพัฒนา ไม่ใช่สนองตนเอง

การมองเห็นความบกพร่องของตนเอง มีค่าดังหนึ่งได้ดวงตาเห็นธรรม

ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่คนหอมได้ทุกคน ถ้าเป็นคนดี

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 46

บนเส้นทางสู่มหาบัญฑิต
ฉากชีวิตเริ่มสร้างหนทางใหม่
ทางแห่งเกียรติการศึกษาปรากฏไกล
จงก้าวไป...อย่างมั่นคงไม่หลงทาง
ปราการหนึ่งเตรียมใจไว้ต่อสู้
เรียนให้รู้ ขั้นวิจัยในวงกว้าง
เจาะให้ลึกตรึกให้ชัด...จัดแนวทาง
แล้วสรรค์สร้างแนวคิด...พิจารณา
และจะต้องเตรียมกายด้วยหมายมั่น
สู่บากบั่น ฝึกเขียนอ่าน การศึกษา
ทุกนาที...ที่ผันผ่าน...แห่งกาลเวลา
เป็นคุณค่า...อย่าเฉยเมย...ปล่อยเลยไป
มนุษยสัมพันธ์อันดี..จะมีมิตร
คอยช่วยคิด..แนะแนวทางบางอย่างให้
เคารพครู..อาจารย์..ประสานใจ
ศึกษาในแนวปรัชญา...สถาบัน

จะเอื้อมดาว จรัสดวงบนห้วงฟ้า
เป็นมหาบัณฑิต..ดั่งคิดฝัน
อุปสรรค์..จะผ่านมา สารพัน
ขอจิตมั่น...รักดี..เท่านี้พอ

ธรรมมะ บทที่ 45

คติธรรมคำกลอน

จะซ่อนกาย ภายในถ้ำ หรือดำดิน จะบินหนี ไปกลางสมุทร หรือสุดหล้า
จะใช้ฤทธิ์ ใช้เสน่ห์ เล่ห์นานา ท่านกล่าวว่า ไม่อาจพ้น ผลของกรรม

เร่งละชั่ว ทำตัวดี เถิดพี่น้อง เรื่องหมองเศร้า เราเคยผิด คิดแก้ไข
กาลเวลา หาได้ง้อ รอผู้ใด ก่อนสิ้นใจ จึงนึกได้ นั้นสายเกิน

มียศศักดิ์ อัครฐาน ปานบดินทร์ มีที่ดิน แลสินทรัพย์ นับไม่ไหว
มีอำนาจ วาสนา ยิ่งกว่าใคร รวยแค่ไหน ใหญ่เหลือล้น ไม่พ้นตาย

บุญบาป นรกสวรรค์ นั้นมีจริง หาใช่สิ่ง ลวงหลง อย่าสงสัย
ความเห็นชอบ ระบอบนี้ มีที่ใด ที่นั้นไซร้ สุขสันต์ สวรรค์บนดิน

ธรรมมะ บทที่ 44

ความมั่นคงทางจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

คนที่ชอบตัดสินคนอื่นนั้น โดยพื้นฐานของจิตใจเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาตัดสินตนเองอย่างเด็ดขาด

คนที่ควรสมเพชก็คือ ตัวเราเอง ซึ่งในบางครั้งทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรดี แต่กลับไม่ทำ และทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี แต่กลับตั้งใจทำลงไปแล้ว

คนที่มองหาความสมบูรณ์แบบจากคนอื่นนั้น เป็นการสะท้อนอยู่ในทีว่า เขาไม่รู้จักความเป็นมนุษย์ของตัวเองดีพอ

ธรรมมะ บทที่ 43

การมองเห็นความบกพร่องของตนเอง มีค่าดังหนึ่งได้ดวงตาเห็นธรรม

ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่คนหอมได้ทุกคน ถ้าเป็นคนดี

สำหรับอาตมา ให้ราคาคำชมคำด่าเสมอกัน ถูกชมเป็นเรื่องธรรมดา ถูกด่าเป็นเรื่องไม่เหนือความคาดหมาย

ระลึกรู้ปัจจุบัน สำคัญกว่าระลึกชาติในอดีต

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 42

“วันหนึ่งเราจะต้องตายกัน หมด” นี่เป็นสัจธรรมอันหนักแน่นพอที่เราจะนำมาเตือนตนเองว่า “อย่าบ้าหาเงินจนเกินไป” จนหลงลืมที่จะใช้ชีวิตในแง่มุมอื่น

เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ก่อนจะจากโลกนี้ไป ควรจะถามตัวเองว่า คนรุ่นหลังจะเอ่ยอ้างถึงเราว่าอย่างไรกันนะ ?

หากในสมองเธอไม่ผยองอยากเป็น "ใคร" เธอย่อมได้บรมสุขทุกนาที

หากในความรู้สึก เธอไม่เผลอระลึกถึงอดีต อนาคต เธอย่อมมีชีวิตสดสดอยู่ในปัจจุบันอันเปรมปรีดิ์

พระพุทธรูปยังมีปางไสยาสน์ คนทำงานก็ควรจะเปิดโอกาสให้ตนเองได้พักผ่อนอยู่เสมอ

ธรรมมะ บทที่ 41

ใครชอบ ใครชัง ช่างเถิด
ใครเชิด ใครชู ช่างเขา
ใครด่า ใครบ่น ทนเอา
ใจเรา ร่มเย็น เป็นพอ

คนที่มีความรู้สูง
ตำแหน่งหน้าที่การงานดี
มิใช่ว่าจะเป็นคนดี
คนที่มีความรู้น้อย
ตำแหน่งหน้าที่การงานต่ำ
มิใช่ว่าจะเป็นคนชั่ว
แต่ดีหรือชั่ว
อยู่ที่ถูกต้อง เมตตา และคุณธรรม

ยามบุญมากาไก่กลายเป็นหงส์
ยามบุญลงหงส์เป็นกาน่าใจหาย
ยามบุญมาหมูหมามามากมาย
ยามบุญหายหายหมาไม่มาเลย

ธรรมมะ บทที่ 40

ธรรมดาชีวิตทุกชนิดทั้งมนุษย์และสัตว์ ตลอดทั้งพืชพันธุ์พฤกษาชาติเป็นอยู่ได้ด้วยการต่อสู้

ชีวิต คือ การต่อสู้ เมื่อต่อสู้ไม่ไหวขณะใดก็ต้องถึงที่สุดแห่งชีวิตคือ “ความตาย“เพราะฉะนั้นยังมีสติอยู่ตราบใด ถึงตายก็ตายแต่กาย เช่นกับพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ท่านมีสติไพบูลย์อยู่ทุกขณะจิต ท่านจึงทำอะไรไม่ผิด และถึงซึ่งอมตธรรม คือ ธรรมที่ไม่ตาย จึงเรียกว่า ปรินิพพาน คือ นาม รูป สังขาร ร่างกาย ที่เรียกว่าเบญจขันธ์ ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แตกดับไปเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ควรฝึกฝนสติสัมปชัญญะ เมื่อทำเสร็จแล้วก็มีสติตรวจตรา พิจารณาดูว่า บกพร่องอย่างไร หรือเรียบร้อยบริบูรณ์ดี ถ้าบกพร่องก็รีบแก้ไขให้สมบูรณ์ต่อไป ถ้าเรียบร้อยดีอยู่ก็พยายามให้เรียบร้อยดียิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 39

" ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอย ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำ อภัยไฉน "

จงสังเกตพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า นักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดี และท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดาจารย์ในทางธรรมทั้งหลายก็ดี ล้วนแต่ผ่านพ้นอุปสรรคความผิดพลาดที่จะทำอะไรไม่ผิดนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่สติ ถ้ามีสติคุ้มครอง กาย วาจา ใจ อยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติ คือ เผลอเหม่อ เลินเล่อ ประมาท ระเริง หลงลืม จึงผิดพลาด
จงนึกถึงคติพจน์ว่า

“กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม “

ธรรมมะ บทที่ 38

เวลาที่เราให้อภัยแก่ใครสักคนหนึ่ง คนที่ได้รับผลตอบแทนเป็นเบื้องแรกก็คือ ตัวเรานั่นเอง

ให้อภัยเขา มีค่าเท่ากับปลดปล่อยตัวเอง ออกจากพันธนาการแห่งความทุกข์

อย่าฝากความฝันของคุณไว้กับริมฝีปากของใคร แต่เชื่อมั่นว่าคุณเกิดมาเพื่อสิ่งใด ก็จงมุ่งมั่นต่อไปเพื่อทำสิ่งนั้นให้สัมฤทธิ์

คนที่ปัดความรับผิดชอบเมื่อทำงานผิดพลาด ก็เท่ากับปิดโอกาสที่ตัวเองจะได้พัฒนา

ธรรมมะ บทที่ 37

จงอย่าให้ราคากับสายตาของสังคมมากเกินไป


หากในความฝันเธอไม่ต้องการแข่งกับใคร เธอย่อมได้ความปลอดโปร่งโสรจสรงใจ


หากในความหลังเธอไม่ฝังใจเจ็บใคร เธอย่อมได้ปัจจุบันอันรื่นรมย์


ชีวิตมันสั้นมาก จะทำอะไรสักอย่างต้องคิดให้ดี อย่าเอาเวลาของชีวิตไปเสียให้กับเรื่องที่ไม่ใช่ความฝันของเรา

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 36

ขอพวกเราทั้งหลายจำไว้เถิด
ว่าการเกิดนี้ลำบากยากนักหนา
ครั้นคนเราได้กำเนิดเกิดขึ้นมา
ก็กลับพากันถึงซึ่งความตาย

(หลวงวิจิตรวาทการ)


ต้องเวียนเกิดเวียนตายตามบุญบาป
เมื่อไรทราบธรรมแท้ไม่แปรผัน
ไม่ต้องเกิดไม่ต้องตายสบายครัน
มีเท่านั้นใครหาพบจบกันเอย

(ท่านพุทธทาสภิกขุ)


กายนี้ท่านเปรียบดั่งท่อนไม้
ครั้นดับไปสมมติว่าเป็นผี
เครื่องเปื่อยเน่าสะสมถมปฐพี
เหมือนกันทั้งผู้ดีและเข็ญใจ

(เจ้าพระยาคลัง หน)

ธรรมมะ บทที่ 35

อย่าปล่อยให้ความทุกข์ของเมื่อวาน มีอายุยืนนานถึงวันพรุ่งนี้

คนที่วันนี้ไม่ยอมอดทน ก็จะต้องพบกับความอับจนในวันหนึ่งข้างหน้า

จินตนาการในวัยเยาว์เป็นอนาคตของเราในวัยผู้ใหญ่

อย่าภูมิใจที่หลอกคนอื่นได้สำเร็จ เพราะมันต้องแลกมากับการเป็นคนที่ด้อยคุณค่าของตัวคุณเอง

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 34

มองอะไร มองให้เห็น เป็นครูสอน
มองไม้ขอน หรือมองคน มองค้นหา
มองเห็นความ เสมอกัน มีปัญญา
มองเห็นว่า ล้วนมีพิษ: อนิจจัง
มองทุกข์สุข ก็จงจ้อง มองให้ดี
มองว่าเป็น อย่างที่ คนเราหวัง
มองว่าเป็น ตามปัจจัย ให้ระวัง
มองจริงจัง ก็จักเห็น เป็นธรรมดา
มองโดยนัย ที่มันสอน จะถอนโศก
มองเยกโยก มันไม่สอน ร้อนเป็นบ้า
มองไม่เป็น โทษผีสาง นางไม้มา
มองถูกท่า ไม่คว้าทุกข์: มองถูกจริง!
-------------------------------------------------

ร้ายอะไร ไม่ร้ายเท่า จะเอาดี
เป็นธุลี จับจิต เกิดริษยา
ชิงดีแล้ว อวดเด่น เห็นออกมา
ตัวกูจ้า บ้าคลั่ง สังเวชใจ
สร้างนรก เป็นที่อยู่ เพราะเหตุนี้
"ตัวกูดี, ตัวกูเด่น" เห็นหรือไม่?
กลัวหมดดี จุดจี้ ให้เกิดไฟ
"เผาตัวเอง" ต่อไป เศร้าใจเอย ฯ
(นี่แหล่ะตัวกู ของกู)
-------------------------------------------------

เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง
เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน
ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน
ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา
ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ
ถ้ามีครบ ควรเรียกมนุสสา
เพราะทำถูก พูดถูกทุกเวลา
เปรมปรีดา คืนวันสุขสันต์จริง
ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า
ใครมีเข้า ควรเรียกว่าผีสิง
เพราะพูดผิดทำผิด จิตประวิง
แต่ในสิ่งนำตัว กลั้วอบาย
คิดดูเถิดถ้าใคร ไม่อยากตก
จงรีบยก ใจตนรีบขวนขวาย
ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย
ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือนเอยฯ
-------------------------------------------------

ตากับตีน อยู่กันมา แสนผาสุข
จะนั่งลุกยืนเดิน เพลินหนักหนา
มาวันหนึ่ง ตีนทะลึ่ง เอ่ยปรัชญา
ว่าตีนมีคุณแก่ตา เสียจริงๆๆ
ตีนช่วยพา ตาไป ที่ต่างๆๆ
ตาจึงได้ชมนาง และสรรพสิ่ง
เพราะฉะนั้นดวงตา จงประวิง
ว่าตีนนี้เป็นสิ่ง ควรบูชา
ตาได้ฟังตีนคุยโม้ ก็หมั่นไส้
จึงร้องบอกออกกไป ด้วยโทสา
ว่าที่ตีนเดินไปได้ ก็เพราะตา
ดูมรรคา เศษแก้วหนาม ไม่ตำตีน
เพราะฉะนั้น ตาจึงสำคัญกว่า
ตีนไม่ควรจะมาคิดดูหมิ่น
สรุปแล้ว ตามีค่า สูงกว่า ตีน
ทั่วธานินทร์ ตีไปได้ก็เพราะตา
ตีนได้ฟัง ให้คั่งแค้น แสนจะโกรธ
วิ่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา
เพราะอวดดี คุยเบ่ง เก่งกว่าตา
ดวงชีวา จะดับไป ไม่รู้เลย
ตาเห็นตีน ทำเก่งเร่งกระโดด
ก็พิโรธ แกล้งระงับ หลับตาเฉย
ตีนพาตา ถลาล้ม ทั้งก้มเงย
ตกแล้วเหวย หน้าผา ทั้งตาตีน
-------------------------------------------------

พระพุทธะ พระธรรมะ และพระสงฆ์
ล้วนต่างองค์ เป็นสามพระ หรือไฉน
หรือเป็นองค์ เดียวกัน ที่ชั้นใน
ดูเท่าไร ก็ไม่เห็น เป็นสามองค์
นั่นถูกแล้ว ถ้าดูกัน แต่ชั้นนอก
คือดูออก มีพุทธะ จอมพระสงฆ์
ได้ตรัสรู้ ซึ่งพระธรรม ทรงจำนง
สอนพระสงฆ์ ทั้งหลาย ให้รู้ตาม
แต่เมื่อดู ชั้นใน กลับได้พบ
ว่าธรรมหนึ่ง ซึ่งอยู่ครบ ในพระสาม
ทั้งพุทธ สงฆ์ หรือว่าองค์ พระธรรมงาม
ล้วนมีความ สะอาด สว่าง สงบ บรรจบกันฯ
-------------------------------------------------

งานวันเกิดที่ยิ่งใหญ่ใครคนนั้น ฉลองกันในกลุ่มผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินกมล วันเกิดตนชีพสั้นเร่งวันตาย
ณ มุมหนี่งซึ่งเหงาน่าเศร้าแท้ หญิงแก่แก่ซึ่งหงอยและคอยหาย
โอ้วันนี้ในวันนั้นอันตราย แม่คลอดสายโลหิตแทบปลิดชนม์
วันเกิดลูกนั้นคล้ายวันตายแม่ เจ็บท้องแท้สักเท่าไรก็ไม่บ่น
กว่าอุ้มครรภ์จะคลอดรอดเป็นคน เติบโตจนมาบัดนี้นี่เพราะใคร
แม่เจ็บเจียรขาดใจในวันนั้น กลับเป็นวันลูกฉลองกันผ่องใส
ได้ชีพแล้วก็หลงระเริงใจ ลืมผู้ให้ชีวิตอนิจจา
ไฉนหนอเขาเรียกกันว่าวันเกิด วันผู้ให้กำเนิดจะถูกกว่า
คำอวยพรที่เขียนควรเปลี่ยนมา ให้มารดาเป็นสุขจึงถูกแท้
เลิกจัดงานวันเกิดกันเถิดหนา แล้วหันมาคุกเข่ากราบเท้าแม่
ควรคิดถึงพระคุณอบอุ่นแท้ อย่ามัวแต่จัดงานประจานตัว
-------------------------------------------------

ผิดแล้วรู้จักแก้ = ที่แท้คือบัณฑิต

ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำ อภัยไฉน ฯ
-------------------------------------------------

ขอพวกเราทั้งหลายจำไว้เถิด
ว่าการเกิดนี้ลำบากยากนักหนา
ครั้นคนเราได้กำเนิดเกิดขึ้นมา
ก็กลับพากันถึงซึ่งความตาย
(หลวงวิจิตรวาทการ)

ต้องเวียนเกิดเวียนตายตามบุญบาป
เมื่อไรทราบธรรมแท้ไม่แปรผัน
ไม่ต้องเกิดไม่ต้องตายสบายครัน
มีเท่านั้นใครหาพบจบกันเอย
(ท่านพุทธทาสภิกขุ)

กายนี้ท่านเปรียบดั่งท่อนไม้
ครั้นดับไปสมมติว่าเป็นผี
เครื่องเปื่อยเน่าสะสมถมปฐพี
เหมือนกันทั้งผู้ดีและเข็ญใจ
(เจ้าพระยาคลัง หน)

อันรูปรสกลิ่นเสียงนั้นเพียงหลอก
ไม่จริงดอกอวิชชาพาให้หลง
อย่าลืมนะร่างกายไม่เที่ยงตรง
ไม่ยืนยงทรงอยู่คู่ฟ้าเอย
(จากหนังสือเก่าโบราณ)

กลางทะเลอวกาศที่เวิ้งว้าง
สรรพสิ่งได้ถูกสร้างแปลงไว้
จากดินน้ำลมและไฟ
ก่อเกิดเป็นสิ่งใหม่เรื่อยมา

เมื่อถึงคราวแตกดับ
สรรพสิ่งก็หมุนกลับไปหา
ธรรมชาติเดิมแท้นั้นอีกครา
เวียนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น
(สมภาร พรหมทา)
-------------------------------------------------

ยามเจ้ามา เอาอะไร มาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน
ยามเจ้าไป เจ้าจะ เอาอะไร
เจ้าก็ไป ตัวเปล่า เหมือนเจ้ามา

ธรรมมะ บทที่ 33

จงทำงานให้เหมือนกับเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ จงทำใจให้หนักแน่นดั่งขุนเขา


จงอย่าลืมมือทุกมือที่เคยให้โอกาส จงอย่าประมาทคนที่กำลังล้มคว่ำ


ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี เพราะถ้าหากคุณมีทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่ทว่าสุขภาพไม่ดี ทุกสิ่งที่มีก็ดูเหมือนไร้ความหมาย

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 30

ความลำบากสร้างคน ความสบายทำลายคน

หากในจิตไม่อาฆาตพยาบาทใคร เธอย่อมไร้ศัตรูผู้จองเวร

หากในหัวเธอไม่คิดอิจฉาใคร เธอย่อมได้หลับฝันดีทุกราตรีกาล

หากเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นมา จงอย่าเก็บความทุกข์เอาไว้ในขวดโหลแห่งความทรงจำ แต่จงเปิดฝาขวดเพื่อปลดปล่อยให้ความทุกข์ได้โบยบินออกไปให้เร็วที่สุด

ธรรมมะ บทที่ 29

ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง มีความแปรปรวนตลอด
เช่น ร่างกายของเราเองมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เสื่อมลมทุกลมหายใจ หมายความว่าเราใกล้ตายทุกลมหายใจนั่นเอง
ร่างกายเราบังคับไม่ได้ ให้มันไม่แก่ เจ็บ ตายไม่ได้
เรื่องเป็นทุกข์คือ การเกิดก็เป็นทุกข์ เพราะ เกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย
ต้องพลัดพรากจากของที่รัก ของชอบใจทั้งหลาย
ถ้าเราไม่เกิดซะอย่างเดียว ทุกข์ที่เหลือจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
นั่นหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่มีตัวตน ร่างกายไม่มีในเรา
เราไม่มีในร่างกาย ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา พ่อแม่ ก็ไม่ใช่ของเรา
คอมก็ไม่ใช่ของเรา เงินก็ไม่ใช่ของเรา ลองพิจารณาดูนะ

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 31

ควรมองปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อมอบบทเรียนให้เรา



หากในความคิดเธอไม่คิดทำร้ายใคร เธอย่อมได้ความสงบครบวันคืน



หากใจไม่ผูกโกรธถือโทษใคร เธอย่อมได้อารมณ์ดีทุกวี่วัน

ธรรมมะ บทที่ 32

เมื่อ เราขึ้นรถหรือลงเรือ และนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เราพลิกมือขึ้นพลิกมือลง เราเคลื่อนมือ เหยียดมือ หรือคลึงนิ้วมือ กะพริบตา หายใจกลืนน้ำลาย และอื่นๆ ให้รู้สึกตัวถึงการเคลื่อนไหวเหล่านี้ มันเป็นวิธีที่เรียกความรู้สึกให้กลับมาที่ตัวของเรา เอง เมื่อความคิดเกิดขึ้นให้รู้ถึงความคิดนั้นและปล่อยวา ง

วิธีของการเจริญสติเมื่อเราอยู่บ้าน
เรา อาจจะนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งบนเก้าอี้ หรือนั่งเหยียดขา เราอาจจะยืนหรือนอนสร้างจังหวะได้เช่นเดียวกัน เมื่อเราเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมาระยะประมาณ ๘ - ๑๒ ก้าว) เราต้องไม่แกว่งแขน เราอาจกอดอกหรือเอามือประสานไว้ข้างหน้า หรือประสานไว้ข้างหลังก็ได้ วิธีปฏิบัติในท่านั่งมีดังนี้

ภาค ๑ : อารมณ์สมมุติ
ต้อง รู้ รูป-นาม (ร่างกาย-จิตใจ) ต้องรู้ รูปทำ-นามทำ ต้องรู้รูปโรค-นามโรค รูป-โรค-นามโรคมีสองชนิด โรคในทางร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง หรือมีบาดแผล เราต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โรคทางจิตใจ คือ โทสะ โมหะ โลภะ (ความโกรธ, ความหลง, ความโลภ) ในการแก้ไขเราต้องใช้วิธีของการ

เจริญสตินี้
ต่อ ไปต้องรู้ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา (ทนไม่ได้, ไม่เที่ยง, บังคับควบคุมไม่ได้) แล้วต้องรู้ สมมุติ (สิ่งที่ยอมรับตกลงกัน) ไม่ว่าสมมุติ อะไรในโลกรู้ให้ถึงที่สุด

แล้วต้องรู้ ศาสนา ("คำสอน") ต้องรู้ พุทธศาสนา ("คำสอนของพระพุทธเจ้า") ศาสนาคือคนทุกคนไม่ยกเว้น ศาสนาหมายถึงคำสอนของท่านผู้รู้ รู้พุทธศาสนา พุทธะหมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรมซึ่งได้แก่ สติ สมาธิ ปัญญา (การรู้ตัว, การตั้งใจ, การรู้) ดังนั้นเราจึงเจริญปัญญา

แล้ว ต้องรู้ บาป ("ความชั่ว, ความมัวหมอง") ต้องรู้ บุญ ("ความดี, คุณงามความดี") บาปคือความมืด ความโง่ การไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นอย่างไรบุญคือความฉลาด การรู้ การรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ใครก็ตามที่ไม่รู้เรียกว่าเป็นผู้ยังไม่มีบุญ

จบ ภาคที่ ๑ จะเกิดอุปสรรคขึ้นที่จุดนี้ เพราะว่าเรายึดติดในความรู้ของวิปัสสนุ วิปัสสนุ (เครื่องเศร้าหมองของความรู้ภายใน คือเมื่อเรารู้ออกนอกตัวของเราไม่สิ้นสุด เราจะต้องถอนตัวออกมา เราจะต้องไม่เข้าไปในความคิด

ภาค ๒ : อารมณ์ปรมัตถ์
ใช้ สติดูความคิด เมื่อความคิดเกิด รู้มัน เห็นมัน เข้าใจมัน สัมผัสมัน ทันทีที่ความคิดเกิด ตัดมันทิ้งไปทันที ทำเหมือนแมวตะครุบหนู หรือเหมือนนักมวยที่ขึ้นเวทีต้องชกทันที เขาไม่จำเป็นต้องไหว้ครู ไม่ว่แพ้หรือชนะนักมวยต้องชก เราไม่ต้องคอยใครหรือเหมือนกับการขุดบ่อน้ำ เมื่อเราค้นพบน้ำ เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตักโคลน ตักเลนออก ตักน้ำออกจนหมดน้ำเก่าเอาออกให้หมด บัดนี้น้ำใหม่จากภายในจะไหลออกมา เราจะต้องกวนที่ปากบ่อ ล้างปากบ่อ ล้างโคลน ล้างเลนออกให้หมด ทำมันบ่อยๆ น้ำจะใสสะอาดโดยตัวของมันเอง เมื่อน้ำใสสะอาดมีอะไรตกลงไปในบ่อ เราจะรู้เห็นและเข้าใจทันที การตัดความคิดก็เช่นเดียวกัน ยิ่งเราตัดเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น

แล้วให้เราเห็น วัตถุ (สิ่งที่มีอยู่) เห็น ปรมัตถ์ (สิ่งที่กำลังมีอยู่เป็นอยู่ สัมผัสอยู่) เห็น อาการ (การเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่กำลังมีอยู่) วัตถุหมายถึงของที่มีอยู่ในโลก ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวคนและจิตใจของคนและสัตว์ปรมัตถ์ หมายถึงของที่มีอยู่จริง เรากำลังเห็นกำลังมีกำลังเป็นเดี๋ยวนี้ต่อหน้าต่อตาข องเรา สัมผัสกได้ด้วยจิตใจ อาการ หมายถึงการเปลี่ยนแปลง สมมุติเรามีสีย้อมผ้าอยู่เต็มกระป๋อง เดิมคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเรานำมาย้อมผ้ามันจะติดเนื้อผ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเรารู้ เราเห็น เราสามารถสัมผัสด้วยจิตใจ สียังเต็มกระป๋องเหมือนเดิม แต่คุณภาพได้เสื่อมไปแล้ว นำมันไปย้อมผ้ามันจะไม่ติดเนื้อผ้า สิ่งที่เราต้องเห็นจริงๆ ต้องรู้จริงๆ แล้วเห็น โทสะ โมหะ โลภะ แล้วให้เราเห็น เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ (การรู้สึก-การจำได้-การปรุงแต่ง-การรับรู้) เห็นมัน รู้มัน และสัมผัสมัน เข้าใจสิ่งนี้จริงๆเราไม่ต้องสงสัย

บัดนี้ จะเกิด ปีติ (ความยินดี) ขึ้นเล็กน้อย แต่ปีติเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติในชั้นสูง เราไม่ต้องสนใจกับปีตินั้น เราต้องมาดูความคิด นี้คือจุดเริ่มต้นของอารมณ์ปรมัตถ์ของการเจริญสติแบบ นี้ของผู้มีปัญญา ดูความคิดต่อไป จะเกิดความรู้หรือ ญาณ หรือ ญาณปัญญา(ความรู้ของการรู้) ขึ้น

เห็น รู้ และเข้าใจ กิเลส (ยางเหนียว) ตัณหา (ติด, หนักอุปาทาน (ไปยึดไปถือ) และ กรรม (การกระทำหรือการเสวยผล) ดังนั้นความยึดมั่นถือมั่นจะจืดลง จะหลุดตัวออก จะจางหายไป เหมือนดังสีที่คุณภาพเสื่อมไปแล้ว ไม่สามารถจะย้อมติดผ้าได้อีก จะเกิดปีติขึ้นอีก เราต้องไม่สนใจในปีตินั้น ถอนความพอใจและความไม่พอใจออกเสีย ดูความคิดต่อไป ดูจิตใจที่กำลังนึกคิดอยู่ จะเกิดญาณชนิดหนึ่งขึ้นเห็น รู้ และเข้าใจ ศีล ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ หรือ อธิศีลสิกขา(ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัด อบรมในทางความประพฤติอย่างสูงๆ") อธิจิตตสิกขา ("ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรมในทางจิตเพื่อให้เกิดสมาธ ิอย่างสูง")อธิปัญญา สิกขา ("ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรมในทางจิต เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูงในทางหลุดพ้นหรือถอน ราก") ขันธ์ หมายถึง รองรับหรือต่อสู้สิกขา หมายถึง บดให้ละเอียดหรือถลุงให้หมดไป

ดัง นั้น ศีล (ความเป็นปกติ) เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างหยาบ คือ โทสะ โมหะ โลภะ ตัณหา อุปาทาน กรรม เมื่อสิ่งเหล่านี้จืดลง จางลง และคลายลง ศีลจึงปรากฏ

สมาธิ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างกลาง คือ ความสงบ เห็น รู้ และเข้าใจ กามาสวะ (อาสวะ คือ "ความใคร่ ความอยาก") ภวาสวะ (อาสวะ คือ "ความเป็น") และ อวิชชาสวะ ("อาสวะคือ การไม่รู้") เพราะกิเลสนี้เป็นกิเลสอย่างกลางซึ่งทำให้จิตใจสงบ

นี้คืออารมณ์ หนึ่งของการเจริญสติวิธีนี้ เมื่อเรารู้และเห็นอย่างนี้ เราจะรู้ ทาน ("การ-ให้") การรักษาศีลและกระทำกรรมฐาน ("การภาวนา")ทุกแง่ทุกมุม แล้ว ญาณปัญญา จะเกิดขึ้นในจิตใจ ฯลฯ

จบอารมณ์ของการเจริญสติวิธี นี้ มันจะเป็นอย่างมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งมีอยู่ ในจิตใจของคนทุกคนไม่ยก เว้น ถ้าเรายังคงไม่รู้เดี๋ยวนี้ เมื่อใกล้จะหมดลมหายใจ เราต้องรู้อย่างแน่นอนที่สุด ผู้ที่เจริญสติ เจริญปัญญามีญาณจะรู้ ส่วนผู้ที่ไม่เคยเจริญสติ เจริญปัญญา เมื่อใกล้จะหมดลมหายใจมันจะเป็นอย่างเดียวกัน แต่เขาไม่รู้ เพราะว่าเขาไม่มีญาณรู้อย่างแจ่มแจ้ง และเห็นอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการจำหรือการรู้จัก รู้ด้วยญาณปัญญาของการเจริญสติที่แท้ สามารถรับรองตัวเองได้ กล่าวกันว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมเกิดขึ้น ให้ระมัดระวังความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น ให้รู้สึกตัวของเธอเองอย่าได้ยึดติดในความสุขหรือสิ่ งใดๆ ที่เกิดขึ้น ความสุขก็ไม่เอา ความทุกข์ก็ไม่เอา เพียงกลับมาทบทวนอารมณ์บ่อยๆ จากรูป-นาม จนจบทีละขั้นๆและรู้ว่าอารมณ์มีขั้นมีตอน
แน่นอนทีเดียว ถ้าเธอเจริญสติอย่างถูกต้อง การปฏิบัติอย่างนานที่สุดไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี และอย่างเร็วที่สุด ๑ วัน ถึง ๙๐วัน เราไม่จำต้องพูดถึงผลของการปฏิบัตินี้ ความทุกข์ไม่มีจริงๆ

มีการ ปฏิบัติกรรมฐานต่างๆ อยู่หลายวิธี ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติวิธีต่างๆมาเป็นอันมาก แต่วิธีเหล่านั้นไม่นำไปสู่ปัญญา บัดนี้วิธีที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้คือวิธีที่นำไปส ู่ปัญญาโดยตรง ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ถ้าเขารู้วิธีการอย่างถูกต้อง เมื่อปัญญาเกิดขั้นเขาจะรู้ เห็น และเข้าใจด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นวิธีของการพลิกมือขึ้นและลงนี้ คือวิธีสร้างสติ เจริญปัญญา เมื่อมีการปฏิบัติอย่างทั่วถึงโดยตลอดแล้ว มันก็จะสมบูรณ์และเป็นไปเอง

ทุก คนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยกเว้น ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ว่าเขาจะทำงานอะไร ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาไหน เขาสามารถปฏิบัติได้ทุกคนมีร่างกายและจิตใจ ร่างกายคือวัตถุที่เราสามารถเห็นได้ด้วยตา เราอาจเรียกมันว่ารูป แต่จิตใจเราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา เราไม่สามารถสัมผัสด้วยมือเราอาจเรียกมันว่า นาม ทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน

เมื่อเราสร้างสติ เจริญสติ ปัญญาจะเกิดขึ้นและรู้ด้วยตัวของมันเองเพียงแต่ให้สิ ่งที่มีอยู่แล้วได้เติบ โตงอกงามขึ้น สิ่งที่ไม่เป็นจริงเราไม่ต้องทำมันขึ้นมา เมื่อเรารู้รูป-นาม เรารู้ทุกสิ่งและเราสามารถแก้ทุกข์ได้จริงๆ ยกตัวอย่างเช่น เราจะไม่ยึดติดใจสมมุติ เมื่อรู้สิ่งนั้นแล้ว เราปฏิบัติความรู้สึกตัวให้มากขึ้นเคลื่อนไหวมือดังท ี่ข้าพเจ้าแนะนำเธอ บัดนี้ทำให้เร็วขึ้น ความคิดเป็นสิ่งที่เร็วที่สุด มันเร็วยิ่งกว่ากระแสไฟฟ้า

เมื่อสติปัญญาเพิ่มขึ้น มันจะรู้ เห็นและเข้าใจโทสะ โมหะ โลภะเมื่อเรารู้มัน ทุกข์ในจิตใจจะลดลง คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดและคิดว่า โทสะ โลภะและโมหะ เป็นสิ่งปกติ แต่ผู้รู้กล่าวว่า โทสะ โมหะ โลภะ เป็นทุกข์ เป็นของน่าเกลียดสกปรก ดังนั้นเขาจะไม่ให้สิ่งนั้นมาเข้าใกล้นี้เรียกว่า การรู้ชีวิตจิตใจของตนเองซึ่งมีความสะอาด สว่างและสงบ เมื่อเรารู้จุดนี้ มันจะเกิดศักยภาพอันยิ่งใหญ่เหมือนดังลำธารสายเล็กๆ ไหลลงกลายเป็น แม่น้ำใหญ่

ดังนั้น วิธีของการปฏิบัติคือ มีความรู้สึกตัวมากขึ้นๆ รู้อิริยาบถของร่างกาย และการเคลื่อนไหวเล็กๆ เช่น กะพริบตา เหลียวซ้ายแลขวาหายใจเข้าและหายใจออก การเคลื่อนไหวทั้งหมดเหล่านี้สามารถเห็นได้ด้วยตาแต่ เราไม่อาจเห็นความคิด ด้วยตาได้ เราเพียงสามารถรู้และเห็นด้วยสมาธิ สติปัญญา สมาธิที่ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงอยู่นี้ มิใช่การนั่งหลับตา สมาธิ หมายถึงการตั้งจิตใจเพื่อให้รู้สึกถึงตัวของเราเอง เมื่อเรามีความรู้สึกตัว อย่างต่อเนื่องนี้เรียกว่าสมาธิ หรืออาจเรียกว่าสติ เมื่อจิตใจคิดเราจะรู้ความคิดทันที และความคิดจะสั้นเข้าๆ เหมือนดังบวกกับลบ ถ้าหากจะพูดก็มีเรื่องจะต้องพูดอีกมาก แต่ข้าพเจ้าประสงค์ให้พวกเธอทั้งหมดปฏิบัติการเคลื่อ นไหว ปฏิบัติด้วยตัวของเธอเองโดยวิธีของการเคลื่อนไหว ผลจะเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง

การแสวงหาพระพุทธเจ้าก็ตาม แสวงหาพระอรหันต์ก็ตาม แสวงหามรรคผลนิพพานก็ตาม อย่าไปแสวงหาที่ๆ มันไม่มี แสวงหาตัวเรานี้ ให้เราทำความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ นี่แหละ จะรู้จะเห็น

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 28

สำหรับคนทั่วไปไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับความตาย
เพราะความตายไม่เพียงพรากเราไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เรารักและหวงแหนเท่านั้น
หากยังนำมาซึ่งความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหมดไป
ความตายที่ไม่เจ็บปวดจึงเป็นยอดปรารถนาของทุกคน
รองลงมาจากความปรารถนาที่จะเป็นอมตะ
แต่ความจริงที่เที่ยงแท้แน่นอนก็คือเราทุกคนต้องตาย

ธรรมมะ บทที่ 27

รู้จักสงบนิ่งบ้าง....
แล้วจะเห็น..ความเคลื่อนไหว...ภายในใจ

อย่าใส่ใจ...กับคำพูด...ที่ไร้สาระ
ของคนที่พูดอะไรโดยไม่คิด..แบบโง่ ๆ..

มีปากเอาไว้กินข้าว..
ดีกว่าพูด..กล่าวร้าย..นินทาผู้อื่น..
ทำให้เราเจ็บปวดหัวใจ...
สู้ยอมทำตนเป็นใบ้...ดีกว่า..ทำร้ายจิตใจผู้อื่น...

คนโง่..ก็พูดโง่ ๆ ไร้สาระ..ไม่เกิดประโยชน์...
คนฉลาด..เขาจะรู้จักเงียบ..คิดทบทวน..ก่อนพูด..

กวีบทเดียว...สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราได้ทั้งชีวิต
แต่คำพูด คำเดียว..สามารถทำให้คนเป็นอาชญากรทำผิดได้..ชั่วชีวิต

ไม่มีอะไรที่จะบั่นทอน..ความตั้งใจ...ได้ดี
เท่ากับ..คำพูดของคนโง่...
บัณฑิตอย่าพึงใส่ใจ..ของคำพูดชั่ว ๆ ของคนพาล

ไม่รู้หรือว่า...
เขาเดือนร้อน..เพราะตัวเรา..(อย่าทำเป็นอันขาด)

จงคิดเสมอว่า...
คนที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน...ขออย่าเป็นเรา..

ข้อคิดสุนทรภู่..
อันอ้อยตาลหวานลิ้น..แล้วสิ้นซาก..
แต่ลมปาก...หวานหู..ไม่รู้หาย..(ช๊อบ..ชอบ)
เพราะฉะนั้น..ขอให้ทำดี พูดดี คิดดี ทุกที่ทุกเวลา..

ธรรมมะ บทที่ 26

อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
อย่าเสาวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าสุกก่อนห่าม อย่าพล่ามก่อนทำ
อย่ารำก่อนเพลง อย่าข่มเหงผู้น้อย
อย่าคอยแต่ประจบ อย่าคบแต่เศรษฐี
อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น
อย่าฝืนกฏระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม
อย่าชื่นชมคนผิด อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา
อย่านินทาพระเจ้า อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์
อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าพิทักษ์พาลชน อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 25

ทุกคนก็คงเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วว่า..
ความดี..คือ...ความอ่อนน้อมทางกาย...
ความดี..คือ...ความอ่อนหวานทาง...
ความดี..คือ...ความอ่อนโยนทางใจ...
ความดี..คือ...ความงดงามทั้งกาย วาจา และจิตใจ...
ความดี..คือ..คุณธรรมที่น้อมนำให้เราเป็นคนดี..(ความดีคู่กับคุณธรรม)..
ความดี..คือ..สภาพของความรู้สึกแสดงความปลาบปลื้มเป็นสุขให้กับผู้กระทำ..

ถ้าจะถามว่า..
ระหว่างความดีกับความชั่วอะไรจะทำได้ง่ายกว่ากัน Huh?

หลายต่อหลายเหตุผล...แล้วแต่เราจะตอบ..
แต่มีพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าของเราตรัสไว้ว่า..
>>>…ความดี.....คนดี.......ทำได้ง่าย
>>>…ความดี.....คนชั่ว.....ทำได้ยาก
>>>…ความชั่ว...คนดี.......ทำได้ยาก
>>>…ความชั่ว...คนชั่ว.....ทำได้ง่าย
ดังนั้นเราก็พอจะวัดคุณภาพความดีของเราได้ว่า...
เราจัดอยู่ในความดีประเภทใด..

เพราะฉะนั้นเครื่องวัดคุณธรรม คือ ความดีของเรา..
สามารถวัดได้จาก....เกรดแห่งคุณธรรม ๔ ระดับ คือ....
>>>…เกรด D เป็นการทำความดีเพื่อตนเอง..
+ + + ……....ไม่สนใจผู้อื่นว่าจะเป็นอย่างไร..
+ + + ……....คิดเห็นแต่ประโยชน์ตนเป็นหลัก..
>>>….................เป็นความดีระดับเบื้องต้น..คือ...(ดี)....ธรรมดา..

>>>…เกรด C เป็นการทำความดีเพื่อผู้อื่น
+ + + ……...โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ตนเองเลยสักนิด..
+ + + ……....แต่สนใจและคำนึงถึงการทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา..
>>>…................เป็นความดีระดับปานกลาง..คือ...(ดีมาก).....

>>>…เกรด B เป็นการทำความดีเพื่อตนเองและผู้อื่น
+ + + ……...ประเภทนี้ก็ถือว่า..ยกระดับความดีควบคู่กัน คือ..
+ + + ……...ทำดีเพื่อตนแล้ว ยังทำเพื่อคนอื่น รวมถึงสังคมด้วย..
>>>…................เป็นความดีระดับสูง..คือ...(ดีที่สุด).....

>>>…เกรด A เป็นการทำความดีที่ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น..
+ + + ……....เมื่อมีโอกาสก็ทำทันที ไม่ต้องเดี๋ยว ไม่ต้องรอ
+ + + ……....ถ้าเป็นเรื่องดี....คิดแล้วทันที...
+ + + ……....ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี...ต้องคิดแล้วคิดอีก..คิดเป็นร้อยครั้ง...พันครั้ง..
+ + + ……....จนลืมไปเลยว่า..เราคิดเรื่องไม่ดี...(ลืมความชั่ว..ทำแต่ดี..มีคุณจริง)...
>>>…................เป็นความดีระดับดีที่สูงกว่าที่สุด...จนหาประมาณมิได้..
>>>…................(ดีแท้แน่นอน..ประเสริฐสุด..สุดยอด)...และไม่หยุดทำความดี..ทำดีตลอดเวลา..

เพราะฉะนั้น...
การที่เราวัดใครเป็นคนดี...มีคุณธรรม..
ก็วัดได้จาก ๔ เกรดดังที่กล่าวแล้ว...
เกรด ( ( A ) )…ดีที่สุดกว่าที่สุด...จนหาประมาณมิได้...ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
เกรด ( ( B ) )…ดีที่สุด...ทำเพื่อประโยชน์ของตน ของผู้อื่น และสังคม..
เกรด ( ( C ) )…ดีปานกลาง....ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเป็นหลัก..
เกรด ( ( D ) )…ดีธรรมดา...เพราะทำเพื่อประโยชน์ตนโดยส่วนเดียว...

ดังบทกลอนที่ว่า...
อยากได้ดี ไม่ทำดี นั่นมีมาก
ดีแต่อยาก ไม่ยอมทำ น่าขำหนอ
อยากได้ดี ไม่ทำดี มีแต่รอ
ดีแต่ขอ รอแต่ดี เดี๋ยวค่อยทำ

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 24

ธรรมสำหรับการครองเรือนในชีวิตของบุคคลทั่วไปได้แก่
๑.พูดจริงทำจริงและซื่อตรง (สัจจะ)
๒.ฝึกหัดแก้ไขปรับปรุง (ทมะ)
๓.อดทนตั้งใจและขยัน (ขันติ)
๔.เสียสละ (จาคะ)

ธรรมมะ บทที่ 23

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง


.. ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า
แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง
และคนฉลาดที่สุด
ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ..

.. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า
การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป
ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน ..

.. คนที่ไม่เคยหิว
ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม

ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว
ย่อมหอมหวานกว่าเดิม ..

.. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน
อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า
ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร
ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง ..

.. คนเรา
ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง
แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น
ที่ได้ทำ ..

หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย
หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 22

สติปัฏฐาน 4 และความเบิกบาน 4 แง่มุม

เพื่อให้เข้าใจง่ายและ เห็นภาพของจิตที่เข้าถึงแก่นของพระศาสนา เราลองตั้งมุมมองแบบรวบรัดกันทีเดียว คือคิดว่าจิตของพระอรหันต์ก็คือสภาวะหนึ่ง ถ้าบรรยายให้พออนุมานได้ ควรจะมีคุณสมบัติหรือภาพลักษณ์ประการใด

ก่อนจะอนุมานก็ต้องมีเกณฑ์ใน การอนุมาน เช่นสภาวะอันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งสภาวะเหล่านี้พอจะทำความเข้าใจจากประสบการณ์แบบหยาบได้ในปุถุชนทั่วไป

แต่ หากจะทำความเข้าใจความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานของพระอรหันต์ ก็ควรมีหลักเกณฑ์มาซ้อน มาซอยให้ละเอียดลออยิ่งขึ้นไป เกณฑ์นั้นน่าจะได้แก่ผลอันเกิดจากทางดำเนินเข้ามรรคเข้าผลเป็นข้อๆ คือทาน ศีล สมาธิ และปัญญา

ถ้าหากตกลงกันว่าจะอนุมานสภาพจิตอันสมบูรณ์แบบของพระอรหันต์ตามแนวนี้ ก็ควรกล่าวดังนี้

แง่ มุมแรก จิตนั้นควรมีความเปิดกว้าง ไม่ปิดแคบ ไม่รู้สึกอึดอัดคับข้องด้วยพิษความเห็นแก่ตัว นอกจากเปิดกว้างแล้วควรมีคุณสมบัติคู่ขนานกัน คือความเยือกเย็นไม่รุ่มร้อนจากการผูกเจ็บ คิดอาฆาตพยาบาทจองเวร อันนี้เข้าข่ายของความมีกระแสจิตไหลไปทางเดียวกับกระแสของทาน เรียกว่าทรัพยทานบ้าง อภัยทานบ้าง ธรรมทานบ้าง เห็นออกมาจากภายในว่าจิตตนเป็นทานจิตอยู่โดยปกติ แง่มุมที่สอง จิตนั้นควรมีความสะอาดผ่องใส ไม่สกปรกรุงรังด้วยความคิดอันเป็นอกุศลประการต่างๆ ไม่มีความอยากทำร้ายใคร อย่าต้องให้ถึงขั้นอยากฆ่า ไม่มีความโลภอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นสมบัติ อย่าต้องให้ถึงขั้นอยากลักขโมย ไม่มีความอยากในกามหลงเหลือ อย่าต้องให้ถึงขั้นอยากลักลอบเป็นชู้ ไม่มีความอยากพูดอย่างไร้ประโยชน์ อย่าต้องให้ถึงขั้นอยากโป้ปดมดเท็จ ไม่มีความอยากบริโภคเกินจำเป็น อย่าต้องให้ถึงขั้นอยากกินเหล้าเมายา เห็นออกมาจากภายในว่าจิตตนเป็นศีลจิตอยู่โดยปกติ

แง่มุมที่สาม จิตนั้นควรมีความตั้งมั่น นิ่มนวล ไม่ซัดส่าย ไม่แข็งกระด้าง เพราะจิตขาดจากเหตุแห่งความเคลื่อน อันได้แก่กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดเสียแล้ว จิตจึงจับอยู่เฉพาะสภาวะที่รู้ได้ในปัจจุบัน หรือแม้จะต้องคิด ก็ไม่ติด ไม่หลงเตลิดไปเอาเงาในอดีตหรือภาพลวงในอนาคตมารบกวนคุณภาพจิตได้อีก

แง่ มุมสุดท้าย จิตนั้นควรมีสติสมบูรณ์ เบิกบาน เป็นอิสระเต็มที่ เพราะรู้เองโดยไม่ต้องพิจารณา รู้เองโดยไม่ต้องระวังจะหลงไปว่ามีสภาวะใดสภาวะหนึ่งเป็นตัวเป็นตน เป็นที่น่าคาดหวัง เป็นที่น่าพิศวาส แม้กระทั่งความหมายรู้หมายจำ ความรู้สึกนึกคิดและตัวของจิตเอง ยังแจ่มแจ้งแทงตลอดว่าเป็นอนัตตา จะยังมีภาวะใดให้ยึดมั่นถือมั่นได้อีก

ลองอนุมานตามมีตามเกิด ว่าถ้ารวมเอาทุกแง่มุมที่กล่าวมาข้างต้น มารวมไว้ในจิตของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เคลื่อนจากความเป็นเช่นนั้นเลย จะน่าปรารถนาและคู่ควรแก่การเพียรทำให้ถึงพร้อมหรือไม่

ขณะเดียวกัน เราก็สามารถใช้ความเบิกบานอันเป็นคุณสมบัติของจิตพระอรหันต์ในแต่ละข้อมา ตรวจสอบตนเองได้ด้วย ว่าเราเองใกล้ความจริงเข้าไปหรือยัง ทั้งในส่วนของความสามารถที่จะตั้งเจตนางดเว้นสิ่งที่เป็นโทษ และในส่วนของความสามารถที่จะตั้งสติรู้สิ่งที่เป็นอนัตตา

สรุป

ถ้า หากจะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมกันด้วยการ ตั้งมุมมอง เราก็ควรมองให้เห็นว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน การปฏิบัติธรรมก็คล้ายการออกเดินทาง ถ้าเริ่มผิดทิศ ก็จะเสียแรง เสียเวลาเปล่า แต่ถ้าเริ่มถูกทิศ แม้ช้าเหมือนเต่าคลาน ก็ได้ชื่อว่าเขยิบเข้าใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปทุกที

ในการเดินทาง นั้น เราเห็นด้วยตาเปล่าว่าภูมิประเทศใกล้เคียงกับจุดหมายหรือยัง แต่ในการปฏิบัติธรรมเราต้องเห็นด้วยจิตซื่อว่ากิเลสคือโลภะ โทสะ และโมหะนั้น ลดลงบ้างหรือยัง