วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 150

ผาตึ กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ
ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนผู้อื่น

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 149

ของมึนเมา ทุกชนิด พิษคล้ายเหล้า
ใครเสพเข้า น่าตำหนิ สติเสีย
เกิดโรคร้าย แรงร้อน กายอ่อนเพลีย
ใครงดเสีย เป็นสุข ไปทุกวัน

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 148

อิณาทานํ ทุกขํ โลเก
การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก

ธรรมะ บทที่ 147

คราวพลัดพราก จากญาติ ขาดชีวิต
ถูกพิชิต จองจำ ทำโทษใหญ่
มีสติ คุมจิต เป็นนิตย์ไป
ไม่เสียใจ โศกเศร้า เฝ้าประคอง

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 146

อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย
ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 145

การพบเห็น สมณะ ผู้สงบ
แล้วนอบนบ ถามไถ่ ไตรสิกขา
หมั่นฝึกหัด ทุกวัน ด้วยปัญญา
ย่อมชักพา จิตตรง มงคลมี

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 144

ไม่พองลม ก้มหัว เจียมตัวด้วย
มรรยาทสวย นิ่มนวล สิ้นส่วนแข็ง
เหมือนงูพิษ ถอดเขี้ยว หมดเรี่ยวแรง
ยามแถลง นอบน้อม พร้อมใจกาย

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 143

เปล่งวจี สัจจะ นวลละม่อม
กล่าวเกลี้ยกล่อม ไพเราะ กาลเหมาะสม
เจือประโยชน์ เมตตา ค่านิยม
รื่นอารมณ์ ผู้ฟัง ดังเสียงทอง

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 142

สำรวมจักษุตั้ง อินทรีย์
จิตมั่นกุศลมี ..เปี่ยมล้น
เจริญฌานตัดธุลี ...ทำป่วน วัฏฏา
ตบะฝึกฝนข้น ย่ำซ้ำมัคคญาณ

ฌานยังจิตตื่นตั้ง ดำรง
สติก่ออุเบกขาทรง ...ทั่วพร้อม
ตัดตรึกย่อมหมดลง ..ดับเหตุ กังวล
ความตรึกรำคาญน้อม ดับด้วยจตุตถฌาน

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 140

การสนใจ ใฝ่คว้า หาความรู้
ให้เป็นผู้ แก่เรียน เพียรศึกษา
มีศีลดี สติมั่น เกิดปัญญา
ย่อมนำพา ตัวรอด เป็นยอดดี

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 139

พุทธศาสตร์ มุ่งไป ส่งกระจายศีลธรรม
เกิดคุณธรรม สร้างสรรค์ อุ่นอุรารื่นรมย์
มนุษย์เเสนสุขสม มั่งคงในความดี
เพิ่มพูล บุญราศรี เป็นเส้นทางที่ พาพ้นภัย

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 138

ธรรมะเกิดที่ใจ ผ่อนคลายที่วาง
เกิดหทัยสว่าง รุ่งเรือง กระจ่างไป
ดับทุกข์ หมดโศก ดับเชื้อโรค เชื้อร้าย
ตัดภัยวัฏสงสาร เกิดดวงตาเห็นธรรม

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 137

ความไม่ประมาท เป็นบุพนิมิต แห่งองค์มรรค
พึงประจักษ์ แสงเงินทอง จับขอบฟ้า
บ่งบอกกาล ว่าใกล้ ถึงเวลา
ที่สุริยา จะปรากฏ และโคจร

ตรัสเปรียบไว้ ความไม่ประมาท ก็เช่นกัน
ปรากฏใน จิตพลัน มั่นไม่ถอน
จิตตั้งใน ไม่ประมาท อย่างแน่นอน
เป็นบุพนิมิต มาก่อน อริยมรรคา

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 136

ทั้งกุศล และมวล อกุศลธรรม
ก่อนจะนำ สู่จินตนา อย่าหลงใหล
ต้องพิจารณา ประโยชน์ และโทษไซร้
แม้ธรรมใด ใช่ หรือ ไม่ ต้องไตร่ตรอง

อีกพิจารณา ผู้กล่าวมา นั้นคือใคร
สละไซร้ มวลกิเลส เหตุหม่นหมอง
ใช้ปัญญา พินิจ พิศไตร่ตรอง
จึงนำเข้า มาครอง ในจินตนา

และนี้คีอ ไม่ประมาท อีกประการหนึ่ง
ที่ลึกซื้ง เกินใจ ใช่ปุจฉา
คำตรัสของ พุทธองค์ พระศาสดา
กระบี่ฯ น้อมนำมา ให้สาธุการ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 135

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน
คือ แสงเงินแสงทอง

สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อน
เพื่อความบังเกิดแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ
คือ ความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท ฉันนั้นเหมือนกัน

ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
จักทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุผู้มีความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท
ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท
ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 134

ความไม่ประมาท เป็นบุพนิมิต แห่งองค์มรรค
พึงประจักษ์ แสงเงินทอง จับขอบฟ้า
บ่งบอกกาล ว่าใกล้ ถึงเวลา
ที่สุริยา จะปรากฏ และโคจร

ตรัสเปรียบไว้ ความไม่ประมาท ก็เช่นกัน
ปรากฏใน จิตพลัน มั่นไม่ถอน
จิตตั้งใน ไม่ประมาท อย่างแน่นอน
เป็นบุพนิมิต มาก่อน อริยมรรคา

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 133

ทั้งกุศล และมวล อกุศลธรรม
ก่อนจะนำ สู่จินตนา อย่าหลงใหล
ต้องพิจารณา ประโยชน์ และโทษไซร้
แม้ธรรมใด ใช่ หรือ ไม่ ต้องไตร่ตรอง

อีกพิจารณา ผู้กล่าวมา นั้นคือใคร
สละไซร้ มวลกิเลส เหตุหม่นหมอง
ใช้ปัญญา พินิจ พิศไตร่ตรอง
จึงนำเข้า มาครอง ในจินตนา

และนี้คีอ ไม่ประมาท อีกประการหนึ่ง
ที่ลึกซื้ง เกินใจ ใช่ปุจฉา
คำตรัสของ พุทธองค์ พระศาสดา
กระบี่ฯ น้อมนำมา ให้สาธุการ

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 132

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน
คือ แสงเงินแสงทอง

สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อน
เพื่อความบังเกิดแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ
คือ ความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท ฉันนั้นเหมือนกัน

ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
จักทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุผู้มีความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท
ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท
ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 131

ความไม่ประมาท เป็นบุพนิมิต แห่งองค์มรรค
พึงประจักษ์ แสงเงินทอง จับขอบฟ้า
บ่งบอกกาล ว่าใกล้ ถึงเวลา
ที่สุริยา จะปรากฏ และโคจร

ตรัสเปรียบไว้ ความไม่ประมาท ก็เช่นกัน
ปรากฏใน จิตพลัน มั่นไม่ถอน
จิตตั้งใน ไม่ประมาท อย่างแน่นอน
เป็นบุพนิมิต มาก่อน อริยมรรคา

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 130

เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้แล้วนั้น
เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น
ปราศจากความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้
มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง

มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน
ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกข์เหล่าในที่
ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

มีใจประกอบด้วยกรุณา ...

มีใจประกอบด้วยมุทิตา ...

มีใจประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน
ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่
ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่หาประโยชน์มิได้
ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

ฯลฯ




ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น
ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระอริยสาวกนั้น
มีจิตไม่มีเวรอย่างนี้
มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้
มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้
มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้
ท่านย่อมได้ความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบัน
...

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ

ขอพระองค์โปรดทรงจำพวกข้าพระองค์ว่า
เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 129

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย เราได้กล่าวคำใดไว้ว่า
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลาย
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
...
อย่าได้ยึดถือโดยนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย

เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้แล้วนั้น
เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลาย
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
...
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความไม่โลภเมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ
ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 128

ครั้งนั้น ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ
บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
บางพวกประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
บางพวกประกาศชื่อและ โคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
บางพวกนั่งเฉยๆ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
เมื่อต่างก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม
สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น
ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ

พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม ถึงพราหมณ์พวกนั้น
ก็พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ
ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ

พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้น
อยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย
และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว
มาเถิดท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลาย
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา
อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้
อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง
อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน
อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว
อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์

พวกชนกาลามโคตรต่างกราบทูลว่า
เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์พระเจ้าข้า

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 127

ขอร่วมด้วย กับอชิระ ในไม่ประมาท
เพื่อตัดขาด ความประมาท ที่ชอบสิง
ที่ทำจิต ให้หลงทาง จากความจริง
ไม่เกรงกริ่ง หมู่มาร ตามผลาญเรา

ท่านอชิระ ยก "เกสปุตตสูตร" นั้น
ขอร่วมกัน ให้กระจ่าง ห่างจากเขลา
ชาวกาลมะ เข้าเฝ้าพระ พุทธเจ้า
ได้นำเอา ความจาก สมณะพราหมณ์

ที่ยกเอา วาทะตน ข่มผู้อื่น
ธรรมดาษดื่น ที่ต่างไป อย่าเกรงขาม
มีแต่ธรรม สำนักเรา ที่งดงาม
จงเชื่อตาม ที่เรากล่าว โปรดเข้าใจ

อีกพวกหนึ่ง ที่มา ก็เช่นกัน
วจีนั้น ข่มธรรมอื่น และผลักไส
ธรรมสำนัก ของเรา จึงยิ่งใหญ่
จงรับไว้ ใส่จิต จินตนา

ชาวกาลมะ จึงทูลถาม ความเป็นจริง
ว่าในสิ่ง ที่จริง คือใดหนา
กาลมสูตร จึงได้ กำเนิดมา
ใช่เพียงว่า สิบ ประการ แล้วจบไป

ยังมีบริบทอื่น ที่ได้ตรัส
จึงชอบชัด ใช้ให้เป็น เด่นสดใส
จะขอยก พระสูตรนี้ จากพระไตรฯ
ให้ผู้อ่านได้แจ้งใจ ได้ปัญญา

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 126

กัลยาณมิตรามีหมวดหนึ่งอย่าพึ่งประะมาท

เกสปุตติสูตร ที่ทรงตรัสขัดเขล่าเผ่ากาละมะ

ที่หลงอธิโมกข์นิยามไกลในอรรถะ ยึดธรรมะเป็นครูเชื่อผู้นำ

บัญญัติมีองค์ครบนำมาทำนบน้อม อย่าให้ค้อมไปทางใดไม่ ถะ-หลำ

อินทรีย์แฝงแอบ ถะ-ไหลไปทุกวัน ความระเริ่งในธาตุสรรค์จะพันทาง

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 125

ผู้ใดแล พึงสะกดความโกรธที่พลุ่งขึ้น
เหมือนคนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้
เราเรียกผู้นั้นว่า "สารถี"
ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 124

บุคคลพึงละความโกรธ,
สละความถือตัว,
ล่วงสังโยชน์ ทั้งสิ้นได้
ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น
ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 123

ความถือตัว ยึดมานะ มิละไว้
อีกความโกรธ เข้าสิงใส่ ในตัณหา
จิตติดข้อง ทั้งนามรูป ลูบกายา
มวลกิเลส นานา เข้าโรมรัน

แม้ผู้ใด ละได้ ในความโกรธ
ละสังโยชน์ ดั่งละโทษ มานะ นั่น
สักกายะ ทิฏฐิผละ ละโดยพลัน
ทุกข์ โศกศัลย์ ไม่มาเยือน และเลือนไป

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 122

ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย
ซึ่งเป็นผู้หมดจด ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องยั่วยวน
บาปย่อมกลับสนองผู้นั้น ผู้เป็นพาลนั่นเอง
เปรียบเหมือยธุลีอันละเอียด
ที่บุคคลซัดไปสู่ที่ทวนลม ฉะนั้น


เจริญในธรรมครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 121

พราหมณ์ภารทวาชโคตรทูลถามเป็นคาถาว่า

บุคคลฆ่าอะไรได้ ย่อมนอนเป็นสุข
ฆ่าอะไรได้ ย่อมไม่เศร้าโศรก
ข้าแต่พระโคดม
พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก ???


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุคคลฆ่าความโกรธได้ ย่อมนอนเป็นสุข
ฆ่าความโกรธได้ ย่อมไม่เศร้าโศก
ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยเจ้าทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ
อันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน
เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว
ย่อมไม่เศร้าโศก


เจริญในธรรมครับ

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 120

ผู้ไม่โกรธ ฝึกตนดีแล้ว
มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ
หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ
สงบ คงที่อยุ่
ความโกรธจักมีมาแต่ที่ไหน

ผู้ใดโกรธตอบบุคคลที่โกรธแล้ว
ผู้นั้นเป็นผู้ลามก กว่าบุคคลนั้นนั่นแหละ
เพราะการโกรธตอบนั้น

บุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว
ชื่อว่าย่อมชนะสงคราม
อันบุคคลทั้งหลายชนะได้โดยยาก

ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว
เป็นผู้มีสติสงบเสียได้
ผู้นั้นย่อมชื่อว่า
ประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
คือแก่ตนและบุคคลอื่น

เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย
คือของตนและของผู้อื่นอยู่
ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม
ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา
แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น
ว่าเป็นบัณฑิตโดยแท้.

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 119

ตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
ผู้มีปัญญา เห็นค่าของตนที่ฝึกแล้ว ย่อมยินดีที่จะเผชิญความยาก ความยากแม้มากมายเพียงไรก็ตาม ย่อมให้ผลเป็นความมีค่าแห่งจิตใจตน เป็นความมีค่าแห่งตนเอง เป็นผลที่คุ้มกับความยากลำบาก ที่ต้องต่อสู้เพื่อให้การฝึกตนเป็นไปด้วยดี มีผลสำเร็จสมดังความมุ่งมาดปรารถนา “บัณฑิตหรือคนดีมีปัญญา ย่อมกล้า ย่อมพร้อม ที่จะรับความยากทั้งหลาย เพียงเพื่อได้มีโอกาสฝึกตน”

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 118

ตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นแสดงแสงสว่างของชีวิต
ผู้เป็นคนดี ย่อมสามารถนำตนไปสู่ความดีงามต่างๆได้ นำตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ และสามารถนำผู้อื่นไปสู่ความดีงามต่างๆได้ นำผู้อื่นไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ด้วย ท่านจึงกล่าวว่า “ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นแสงสว่าง เป็นเครื่องส่องทาง เป็นเครื่องนำชีวิต เป็นเครื่องยังชีวิตให้สว่าง “ ถ้าต้องการเป็นแสงสว่างทั้งของตนเองและของผู้อื่น ก็ต้องฝึกตนให้เป็นคนดี หนีให้ไกลจากความโลภโกรธหลงให้มากที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 117

กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองของชีวิต
กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเครื่องเศร้าหมอง มีอยู่ที่ใด ย่อมทำให้ที่นั้นเศร้าหมอง มีอยู่ใกล้ผู้ใดย่อมทำให้ผู้นั้นเศร้าหมอง เปรียบดังฝุ่นละออง จับต้องเข้าที่ใดสิ่งใด ย่อมทำที่นั้นสิ่งนั้นให้หมองมัวกิเลสจึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกให้ไกล

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 116

กิเลสจะปกคลุมจิตใจที่ไม่ได้รับการระวังรักษา
กระจกหน้าต่าง ประตู หรือกระจกเงาเป็นต้น ที่ใสสะอาดอยู่เดิม แต่ไม่ได้รับการเช็ดถูนานเข้า ฝุ่นละอองที่มีอยู่ทั่วไปแม้ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า จับมากขึ้นตามวันเวลาที่ล่วงไปย่อมทำให้กระจกหน้าต่าง ประตู หรือกระจกเงาเป็นต้นนั้นมีความสกปรกขุ่นมัวปกคลุมมากขึ้น จยปิดบังสภาพใสสะอาดเดิมได้ ฉันใด
กิเลสที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง แม้ไม่อาจแลเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็จะปกคลุมจิตใจที่ไม่ได้รับการระวังรักษา ทำให้สภาพที่ใสบริสุทธ์ประภัสสรของจิตเดิมไม่อาจปรากฏได้ ฉันนั้น นึกภาพกระจกที่ฝุ่นจับหนา แล้วนึกถึงใจที่ไม่พยายามหนีให้ไกลจากกิเลส นี้เป็นเช่นเดียว

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 115

จิตที่ปกคลุมอยู่ด้วยกิเลสย่อมเป็นเหตุแห่งความเดือนร้อน
จิตที่ความใส สะอาดบริสุทธิ์ประภัสสร ไม่อาจปรากฏได้เลย คือจิตของผู้ที่ยังเกลือใกล้กับกิเลสมากหลาย กิเลสยังปกคลุมหุ้มห่อจิตอยู่แน่นหนามาก มากทั้งโลภะ มากทั้งโทสะ มากทั้งโมหะ
ผู้มีจิตเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนนานาประการ ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น รวมเรียกได้ว่าแก่โลก จิตเช่นนั้นจึงเป็นที่รังเกียจ
“โลก” มิไดมีความหมายเพียงดาวดวงหนึ่งในจักรวาล แต่โลก หมายถึงทุกคนสัตว์ คือหมายถึงเรา หมายถึงเขานั่นเอง เราเดือดร้อน เขาเดือดร้อน นั่นก็กล่าวได้ว่าโลกเดือดร้อน จึงอย่าแยกเรา แยกเขา พึงถือเป็นโลกด้วยกัน
กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง ความเศร้าหมองไม่ทำให้ผู้ใดมีความสุข ทำให้มีความทุกข์ความร้อนเท่านั้น ที่ความร้อนยังมีอยู่ทั่วโลกทุกวันนี้ ก็เพราะคนยังยอมให้กิเลสครอบงำจิตใจอยู่อย่างหนาแน่น
ความทุกข์ความร้อน ที่เกิดแก่โลกให้รู้ให้เห็นประจักษ์อยู่ คือกระจกส่องให้เห็นความหนาแน่นของกิเลส ที่เข้าห้อมล้อมจิตใจผู้คนทั้งหลาย

ธรรมะ บทที่ 114

ความทุกข์ความร้อน ตั้งต้นที่ใจของตนเอง
การจะทำความทุกข์ความร้อนให้ บรรเทาเบาบาง ห่างจากโลกไป จึงอยู่ที่ต้องทำใจตนเองของแต่ละคน ให้มีกิเลสเข้าครอบคลุมน้อยที่สุด บางเบาที่สุด
ผู้ที่มีกิเลสครอบคลุม ใจมาก ก่อความร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นมาก เป็นที่เข้าใจกันว่า ผู้นั้นเป็นคนไม่ดี แม้ตัวเองจะคิดว่าตนเป็นคนดี แต่ความจริงหาเป็นคนดีไม่
คนมีกิเลสห่อหุ้มใจมาก จะเป็นคนดีไม่ได้ พึงสึกนึกในความจริงข้อนี้ และรู้จักตนเองให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ปรับปรุงตนเองให้เป็นคนดีให้ได้
ไม่มีใครชอบคนไม่ดี ไม่มีใครปรารถนาจะเป็นคนไม่ดี เพียงแต่ไม่ทุกคนที่มีความเห็นชอบ จึงไม่ทุกคนที่นะรู้ตัวว่าตนเป็นคนไม่ดี ทั้งๆ ที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่โลกอยู่ ด้วยถูกกิเลสครอบงำชักจูงไป

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 113

ทุกคนต้องมีที่พึ่ง การมีคนดีเป็นมิตร จึงจำเป็นอย่างยิ่ง
คนดีหรือไม่ ดี มีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือชอบคนอื่นที่ดี จึงชอบจะเลี้ยงดูบุตรหลานให้เป็นคนดี ให้คบคนดี มีสังคมที่ดี และตนเองก็ภูมิใจที่จะมีคนดีเป็นมิตรสหาย ภูมิใจที่จะได้อยู่ในสังคมคนดี โดยที่จะลืมความจริงที่สำคัญไปคือ คนดีนั้นย่อมไม่ปรารถนาจะมีคนไม่ดีอยู่ร่วม คนดีย่อมหลีกเลี่ยงคนไม่ดีเพราะคนดีย่อมรู้ว่า คนไม่ดี ย่อมนำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายต่างๆนานา
ดังนั้น แม้ปรารถนาจะมีสังคมที่ดี จึงต้องอบรมตนเองให้เป็นคนดี ให้กิเลสอยู่ใกล้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ คนไม่ดีเป็นคนให้ความทุกข์ความร้อน คนไม่ดีจึงเป็นที่พึ่งของใครไม่ได้ คนดีเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้ ทุกคนจำเป็นต้องมีที่พึ่งในเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง การมีคนดีเป็นมิตร จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ธรรมะ บทที่ 112

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คือทำตนให้เป็นคนดี
ผู้ที่จะยอมเป็นที่พึ่งของผู้ ใดผู้หนึ่ง คือจะให้ผู้ใดพึ่ง จะต้องเห็น สมควร นั่นก็คือจะต้องว่าผู้ที่ตนจะให้พึ่ง ให้ความช่วยเหลือนั้น มีความเหมาะสมที่จะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องใดหรือไม่ ถ้าไม่เห็นความสมควรก็คงจะไม่ช่วย นี้คือที่พุทธศาสนาสุภาษิตนี้ จึงตั้งใจทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนคือทำตน ให้เป็นคนดีนั่นแหละเป็นประการ สำคัญ

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 111

คนดีเป็นผู้ที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
คนดีนั้นท่านกล่าวว่า เป็นผู้ที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ นี่มิใช่เรื่องอภินิหาร ถ้อยคำที่ฟังแล้วเหมือนเป็นเรื่องของอภินิหารนั้น ความจริงมีความหมายธรรมดา แต่ความหมายนั้นแอบแฝงอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
ผู้ที่ตกน้ำไม่ไหล คือน้ำไม่พัดพาไปถึงให้ได้รับอันตราย ก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำหยุดไหล แต่ความหายว่ามีผู้ช่วยนำขึ้นให้พ้นน้ำได้
ผู้ ที่ตกไฟไม่ไหม้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ไฟไม่ไหม้เนื้อหนังร่างกายจริงๆ แต่หมายความว่ามีผู้ช่วยให้พ้นจากไฟ หรือช่วยดับไฟให้ ตนจึงพ้นจากภัยอันเกิดจากไฟนั้น
ความหมายที่แท้จริงของตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ก็คือถึงคราวตกทุกข์ได้ยาก มีอันตราย ก็จะมีผู้ช่วย หรือมีเหตุการณ์มาทำให้สวัสดีได้

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 110

ต้องทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน ก่อนจะหวังพึ่งผู้อื่น
ผู้ที่มีความดี เพียงพอจะเป็นที่พึ่งของตนเองได้ ย่อมสามารถมีผู้อื่นเป็นที่พึ่งได้ ผู้ไม่มีผู้อื่นเป็นที่พึ่ง คือผู้ที่ไม่ได้มีความดีเพียงพอที่ผู้อื่นจะแลเห็นความดีนั้น ไม่แลเห็นความสมควรที่จะพึงให้ความช่วยเหลือ
เมื่อผู้ไม่มีความดีเพียงพอ นั้น ได้รับความเดือดร้อนด้วยเรื่องใดก็ย่อมไม่มีผู้ยินดีช่วยเหลือ ถ้าอย่างหนักแม้ถึงตาย ก็ย่อมขาดผู้ยื่นมือเข้าช่วย เปรียบดังตกน้ำก็ไหล ตกไฟก็ไหม้ หมายความว่า เมื่อมีอันตรายก็ไม่มีผู้ช่วย ดังนั้นจึงต้องทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน ก่อนที่จะหวังพึ่งผู้อื่น ไม่ว่าในเรื่องใดทั้งสิ้น

ธรรมะ บทที่ 109

พุทธธรรมคือสิ่งๆ หนึ่ง ที่จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นพุทธะ
คือผู้ตรัสรู้ ผู้เบิกบาน, เป็นสิ่งธรรมดาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เบื้องหลังของชีวิต,
รุ่งเรืองสว่างไสวอยู่เสมอ ไม่รู้จักดับ ทรงตัวเองอยู่ได้ตลอดกาลและพร้อม
อยู่เสมอที่จะสัมผัสกับใจ ถ้าหากลอกเอาเครื่องหุ้มห่อจิตออกเสียได้เมื่อใด
ก็จะพบสิ่งๆ นั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้แต่ความสงบ เยือกเย็น ความสะอาด และ
ความแจ่มแจ้ง ในปัญหาของชีวิตทุกอย่าง. สิ่งๆ นี้เป็นสัจธรรมอันเดียว
ที่สูงยิ่งกว่าสัจธรรมทั้งหลาย. ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่พบสัจธรรมนี้
ความปลอดภัยที่แท้จริงของชีวิต ยังมีไม่ได้.
สาเหตุที่คนส่วนมากไม่สนใจในเรื่องนี้ เป็นเพราะไปเข้าใจเสียว่า
เรื่องพุทธธรรมไม่เกี่ยวกับคนเรา หรือเห็นไปเสียว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ก็อาจหาความสุขได้ บางคน
เห็นว่า ถ้าสนใจกับเรื่องนี้แล้ว จะต้องทำตัวเป็นฤาษีชีไพร ต้องทำตัวให้เหินห่างจากความสนุก
เพลิดเพลินในโลกทุกอย่าง และบางคนถึงกับเห็นไปว่า เรื่องพุทธธรรมนั้นวิเศษจริง แต่ก็ยาก
ที่คนอย่างเราจะเข้าใจได้. อันที่จริง ความเข้าใจเช่นนั้น เป็นการหลอกตัวเองให้เข้าใจผิดทั้งสิ้น.
ข้อที่เข้าใจว่า พุทธธรรมไม่จำเป็นต้องรู้ ก็อาจหาความสุขได้นั้น ก็เป็นความจริง, แต่
ท่านคงไม่เคยรู้สึกว่า ความสุขที่เราแสวงหาและมีๆ กันอยู่นั้น เป็นของหลอกลวงเกือบทั้งสิ้น และ
มักมีพิษในภายหลังเสมอ. ถ้าได้สัมผัสกับพุทธธรรมเสียบ้าง พิษที่เกิดจากความสนุกนั้นจะลด
น้อยลง และสามารถแสวงหาความสุขที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป.
ข้อที่ว่า ถ้าคนสนใจกับเรื่องนี้ จะต้องออกไปเป็นฤาษีชีไพร เข้าไปแตะต้องกับความสุข
ในทางโลกไม่ได้เลยนั้น ข้อนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดถนัด. พุทธศาสนาไม่มีการบังคับให้เชื่อ หรือ
บังคับให้ทำตาม. ท่านจะเป็นฤาษีหรือไม่ สุดแล้วแต่ความพอใจ. และก็ไม่ใช่เป็นกฎตายตัวว่า
ต้องเป็นฤาษีหรือนักบวชเท่านั้น จึงจะเข้าใจพุทธธรรมได้. เรื่องนี้ท่านผู้แสดงได้ชี้แจงไว้
ดีที่สุดแล้ว ในปาฐกถาของท่าน.
ข้อที่ว่า คนธรรมดาไม่ใช่นักบวชหรือนักปราชญ์เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้นั้น ก็ยังขัดต่อ
ความจริง ในครั้งพุทธกาล ปรากฏว่าคนอายุ ๗ ขวบทั้งหญิงทั้งชาย หรือฆราวาสผู้ครองเรือน
เข้าใจเรื่องนี้ได้ ก็มีอยู่ ข้อที่ว่าเราเห็นว่ายากนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่สนใจอย่างแท้จริง หรือ
เพราะอ่านหนังสือที่ทำอย่างไรเสียก็ไม่อาจเข้าใจได้ ก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 108

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่เชื่อเรื่องนรก แต่เคยพลาดก่อบาปหนักไปแล้ว พอได้ยินใครพูดถึงนรกทีไร คงหนาวๆร้อนๆ หรือเย็นวาบที่สันหลังเหมือนมีชนักปักอยู่ทุกที และนั่นอาจเป็นเหตุหนึ่งให้ไม่อยากเชื่อ ไม่อยากฟังเรื่องนรกสวรรค์เอาเลย



ก่อนอื่นถ้าไม่มีอภิญญา ไม่เคยเห็นนรกด้วยจิต ก็ขอให้ปลอบตัวเองว่าคุณแค่กลัวความคิดมากของตน ไม่ใช่กำลังกลัวนรกของจริง

มองไปรอบๆตัวดีกว่า ถ้านรกมีจริง เผลอๆตอนนี้อาจโหรงเหรง เพราะวิญญาณที่ควรอยู่แถวๆนั้นมาอยู่แถวๆนี้กันหมด!


หากกลัวนรก วิธีที่ดีที่สุดคือให้เตรียมใจลงนรก คนที่เตรียมพร้อมจะลงนรก มักไม่ต้องลงนรกกัน ส่วนคนที่มั่นใจว่าฉันขึ้นสวรรค์แน่ นั่นแหละมักพลาดลงนรกมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว



นั่นเพราะอะไร? เพราะเมื่อทะนงว่าฉันทำบุญมาก ต้องได้ขึ้นสวรรค์แน่ ก็มักประมาท เลิกสำรวจตัวเอง และไม่ยับยั้งชั่งใจในการคิดฟุ้งซ่าน ในการพูดทิ่มแทงใจคนอื่น หรือกระทั่งในการลงมือทำร้ายใครๆ


แต่เมื่อระลึกอยู่ว่าฉันทำบาปไว้ไม่น้อย มีสิทธิ์ลงนรกถ้าขาดใจตายเดี๋ยวนี้ ก็มักสังวรระวัง จะคิด จะพูด หรือจะทำอะไรร้ายกาจ ก็มักยั้งๆ เหมือนคนรู้ว่าถ่านร้อน เมื่อนึกสนุกอยากสัมผัสก็ย่อมยั้งมือ ไม่จับเต็มกำ


สรุปเบื้องต้นคือความประมาทมักอยู่กับคนเชื่อมั่นเกินเหตุว่าข้าคือเทวดา มีที่หมายเป็นสวรรค์ ส่วนความสังวรระวังมักอยู่กับคนที่รู้ตัวว่าก่อบาปก่อกรรมมาไม่น้อย อยากกลับตัวกลับใจหนีนรกกัน


เพื่อสำรวจให้รู้ว่าคุณเป็นพวกมีสิทธิ์ลงหรือไม่ต้องลงนรก มีวิธีง่ายๆ คือถามตัวเองว่าในเวลาส่วนใหญ่ คุณสบายใจหรือไม่สบายใจ สภาพทางใจนั่นแหละ กำลังฟ้องอยู่อย่างโจ่งแจ้งว่าสภาพที่เหมาะสมกับใจควรเป็นอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากไร้กายหยาบนี้ให้อาศัยอีกต่อไป


ความสบายใจคืออะไร? คือเย็น คือโล่ง คือเบา... ส่วนความไม่สบายใจคืออะไร? คือร้อน คือทึบ คือหนัก...


โลกนี้เหมือนป่าที่ไฟกำลังลามไล่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อไม่ฝึกหนีไฟ ไฟย่อมถึงตัวและคลอกคุณมอดไหม้ได้ทั้งหมด


ถึงแม้จะเห็นตนเองเป็นคนดี ทำบุญไว้มาก และไม่คิดเบียดเบียนใครก่อน แต่ถ้าไม่ฝึกหนีไฟแล้ว ไฟโกรธจะเป็นบทลงโทษขั้นต้น ไฟแค้นจะเป็นบทลงโทษขั้นกลาง ไฟนรกจะเป็นบทลงโทษขั้นสุดท้าย และสิ่งที่ถูกเผาผลาญก็ไม่ใช่อะไรอื่น คือจิตวิญญาณของคุณเอง!


เมื่อจิตวิญญาณถูกไฟโทสะเผาผลาญอยู่ คำว่า "ไม่สบายใจ" คงนับว่าน้อยไป


หนักกว่านั้น ถ้าเลือกจะยืนอยู่ข้างคนเลว ก่อบาปทั้งรู้ ระราน มุ่งประทุษร้ายหมายขวัญใครต่อใคร จนจิตใจด้านชา ปราศจากความละอาย ก็เปรียบได้กับนักสะสมของเหม็น เพราะความชั่วเปรียบเหมือนของเหม็น และ กลิ่นเหม็นแห่งบาปนั้น ก็น่าขยะแขยงกว่ากลิ่นเหม็นจากรักแร้ที่สะสมแบคทีเรียไว้เป็นไหนๆ เนื่องจาก กลิ่นเหม็นแห่งบาปจะเป็นชนวนให้เกิดความไม่ยอมรับตนเอง รังเกียจตนเอง ตลอดจนเกลียดกลัวตนเองได้ตลอดเวลา ล้างด้วยสบู่ไหนๆก็ไม่ออก


เมื่อทราบว่าประตูนรกใหญ่ๆมีอยู่สองบาน บานหนึ่งคือประตูแห่งความร้อนใจที่ให้อภัยใครต่อใครไม่ได้ กับอีกบานคือประตูแห่งความเหม็นที่ต้องเป็นนักทำร้ายชาวโลก แค่นี้ก็เท่ากับคุณเห็นทางหนีนรกได้ไกลๆแล้ว


หลังจากเย็นใจที่อภัยได้ และโล่งใจไม่ต้องทำร้ายใคร นานเข้าคุณจะสบายใจ ไม่นึกกลัวนรก แม้บาปเก่ายังคอยหลอกหลอนอยู่ ก็ทำให้ทรมานใจได้เพียงเล็กน้อย เปรียบความรู้สึกเหมือนเตรียมพร้อมจะลงไปใช้กรรมครู่เดียวในนรกขุมตื้นๆ เดี๋ยวก็ได้ขึ้นมา ในเมื่อสะสมความเย็น ความโล่งไว้มากกว่า


และเมื่อได้ความสบายใจเป็นเกณฑ์วัดความห่างนรก คุณก็จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงจิต ว่าการบำเพ็ญตบะให้มาก ตั้งมั่นในทาน ตั้งมั่นในศีล และตั้งมั่นในศรัทธาบนทางนิพพานนั่นเอง คือของจริงที่จะช่วยให้ไม่ต้องกลัวนรกอย่างถาวรครับ เพราะความตั้งมั่นในกรรมอันสว่างขาวเหล่านั้นเอง คือตัวบันดาลให้เกิดความสบายใจหายห่วงไปจนชั่วชีวิต

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 107

ครั้งเมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในวัยเด็ก ได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่พูดกันเสมอถึงคำว่า “กรรม” เช่นสมัยก่อนเมื่อทราบว่า คนที่รู้จักชอบพอกันเป็นโรคฝีในท้องหรือวัณโรค ผู้ใหญ่มักจะพูดว่า “กรรมของเขา” หรือพวกลูกหลานไปติดฝิ่นหรือยาเสพติด เช่น กัญชาจนเสียผู้เสียคน ผู้ใหญ่ก็มักจะชอบพูดว่า “กรรมของมัน” ถ้ามีลูกหลานไปทำผิด มีผู้มาบอก ญาติผู้ใหญ่มักจะโวยวายโทษว่า “กรรมแล้วๆ ๆ” และได้ยินเรื่องกรรมเสมอตลอดมาจนชินหู

ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักคำว่า “กรรม” เป็นเรื่องที่ชั่วร้ายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เมื่อพูดถึงคำว่า “กรรม” คนส่วนมากมักจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นเสนียดจัญไร เป็นของชั่วช้ามีแต่ให้โทษไม่มีอะไรให้คุณ คิดว่าทั้งในอดีตและปัจจุบันนี้มีผู้ที่เข้าใจว่าชั่วร้ายยังมีไม่น้อย เพราะมีอะไรไม่ดีขึ้นก็มักจะโทษกรรม แต่เมื่อข้าพเจ้าได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง และได้พิจารณาหาเหตุผล มีความรู้สึกคำว่า “กรรม” นั้นเป็นคำกลางๆ เพราะหมายถึง กระทำหรือทำ ไม่ใช่เป็นคำชั่วร้ายอย่างที่เข้าใจ

นอกจากจะมีคำนำหน้าหรือพ่วงหลัง เช่น ผู้สร้างความดี มีจิตใจเมตตาปรานี ทำบุญให้ทาน ปฏิบัติตนอยู่ในศีล ๕ ก็เรียกว่า “กุศลกรรม” หมายถึง ผู้สร้างความดีเป็นบารมี หากผู้สร้างความชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์หรือฆ่าตัวเองก็ดี หรือเป็นโจรผู้ร้ายลักขโมยหรือชอบเป็นชู้กับเมียของผู้คนที่เจ้าของหวงเจ้าของรัก หรือพูดจาส่อเสียดยุยงในเรื่องไม่เป็นความจริง ให้คนแตกสามัคคีเกิดเสียหาย หรือเมาสุราอาละวาดก่อกวนให้สังคมเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้ผิดในศีลห้าข้อ เป็นการผิดในศีลธรรมก็เรียกว่า “อกุศลกรรม”

ฉะนั้นเราได้พิจารณาคำว่า กรรม ก็หมายถึง เพียงการกระทำหรือทำ หากเราทำความดีก็เรียกว่า “กรรมดี” หากเราทำความชั่วก็เรียกได้ว่า “กรรมชั่ว” เพียงตัวอย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่า คำว่ากรรมนั้นมีความหมายว่าทำหรือกระทำ เป็นคำกลางเมื่อผสมกับความดีหรือความชั่วได้ทั้งสองอย่าง ไม่ได้หมายถึงความชั่วดังที่ข้าพเจ้าเคยนึกคิดแต่เดิม

เมื่อได้คิดพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปอีก ก็คิดว่าคำว่ากรรมนั้นจะมาใช้แทนคำว่า ”ทำ” หรือ “กระทำ” ก็ไม่ได้ เพราะคำว่ากรรมนั้นเป็นการกระทำที่หนัก คล้ายกับว่ากรรมนั้นเป็นคำที่ผู้ใดได้สร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วขึ้นแล้ว ผลก็จะตามสนองไม่ช้าก็เร็วไม่มีใครหนีพ้น ฉะนั้นกรรมนี้จึงใช้แต่บางกรณีเท่านั้น เป็นความรู้สึกในเรื่องกรรมเช่นนี้จะผิดหรือถูกนั้น

ข้าพเจ้าขออภัยด้วย หากว่าไม่ตรงกับความรู้สึกของท่านผู้ใด ในเรื่องกรรมดีกรรมชั่วข้าพเจ้าได้ประสบด้วยตนเองมาแล้ว และประสบกับผู้อื่นที่เชื่อถือได้ ทั้งได้เคยเขียนและยังไม่เคยเขียน ข้าพเจ้าจึงขอรวมทั้งกรรมดีและกรรมชั่วไว้ในที่นี้ เพื่อท่านจะได้ใช้ปัญญาพิจารณาดูเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคนี้แล้ว

บ่ายวันหนึ่ง ข้าพเจ้านั่งเขียนหนังสือเพลินอยู่ในที่ทำงาน บังเอิญยังไม่กลับบ้าน ตามปกติข้าพเจ้ากลับบ้านตอนบ่าย เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นท่านผู้หนึ่งเดินเข้ามาในที่ทำงาน และเดินตรงมาหาข้าพเจ้า เมื่อเห็นหน้าคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อข้าพเจ้าได้เชิญให้นั่งเรียบร้อย ท่านผู้นั้นเห็นข้าพเจ้างงๆ อยู่ก็ถามขึ้นว่า “จำผมได้ไหม”

ข้าพเจ้าก็ตอบอ้อมแอ้มไปว่า “จำได้แต่นึกชื่อไม่ออก” ท่านผู้นั้นหัวเราะแล้วพูดว่า “ผมชื่อ......... ไงล่ะจำได้ไหม” ข้าพเจ้าก็ตะลึงขึ้นมาทันทีแล้วพูดออกมาลอยๆ ว่า “คุณ......... จริงหรือ” ข้าพเจ้าพูดขึ้นด้วยไม่แน่ใจ เพราะชื่อนี้กับข้าพเจ้าคุ้นเคยกันมาแต่เด็กๆ และเราเคยร่วมเรียนโรงเรียนเดียวกันมา

ครั้งหลังท่านผู้นี้นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ข้าพเจ้าไปเยี่ยมหลายครั้ง เห็นมีอาการหอบรูปร่างผอมแก้มตอบ อาหารกินไม่ได้ต้องให้น้ำเกลือ ต่อมาครั้งหลังเห็นมีอาการหนักหอบถี่ต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็เศร้าใจ หมอเห็นว่าถ้าปล่อยให้คนมาเยี่ยมไข้กันมากคนนั้น ย่อมจะทำให้คนไข้ขาดการพักผ่อน อาการอาจทรุดหนักลงได้เพราะต้องพูดต้องตอบคำถาม

ทั้งที่ร่างการอ่อนเพลียต้องการพักผ่อน คนเยี่ยมส่วนมากไม่ได้นึกถึงข้อนี้ เมื่อทราบว่าหมอห้ามเยี่ยมก็คิดว่าอาการไม่น้อย เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมเห็นอาการครั้งหลังก่อนหมอห้ามเยี่ยม ก็เห็นอาการหนักอย่างน่าเศร้าใจ แม้ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเยี่ยม แต่จิตใจก็ระลึกถึงภาวนาอยากให้หายเพราะเพื่อนรุ่นเก่าๆ นับวันจะน้อยลง

บัดนี้ มีท่านผู้หนึ่งมีสภาพที่ปกติแข็งแรงไม่ผอมแห้ง ตรงข้ามกับเพื่อนที่ข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลครั้งหลัง ซึ่งยังเข้าใจว่านอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงงง เพราะไม่ได้นึกฝันว่าจะได้พบจึงคิดข้ามเลยไปไม่ได้ แต่เมื่อได้ทราบว่าท่านได้หายป่วยปกติแล้ว ก็มีความปิติยินดี

เมื่อเข้าใจกันดีแล้ว ท่านผู้นั้นก็หัวเราะและพูดว่า ผมอยากจะมาเล่าเหตุการณ์ที่ผมหายป่วยเป็นเรื่องพิสดารให้คุณฟัง ตอนอยู่โรงพยาบาลเมื่อคุณไปเยี่ยมนั่น เป็นเวลาผมอาการหนักมาก มีแต่ทรงกับทรุด ผมต้องนั่งหลังโก่ง อ้าปากหอบ จะนอนก็นอนไม่ได้แน่นหน้าอกหายใจไม่ออก ต้องนั่งทรมานเอามือ ๒ ข้างกดยันถ่างไว้ข้างหน้า นั่งหลังงอเป็นกุ้ง หอบฮักๆ ผงกหัวขึ้นลง ขณะที่หายใจเข้าออกน้ำมูกน้ำลายไหลออกทางปากทางจมูก เหนื่อยแทบขาดใจ ทำให้ผมนึกถึงตัวว่าบาปกรรมอันใดที่ผมได้ทำไว้ ถึงต้องได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสเช่นนี้ ผมไม่เคยสร้างกรรมชั่วเลย

ธรรมะ บทที่ 106

อากาศเย็นกำลังดีหลังวันหยุดต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้การลุกจากเตียงนอนตอนเช้าๆ กลายเป็นกิจกรรมที่ชาวโลกส่วนใหญ่ลงมติว่าทำได้ยากที่สุดไปแล้ว ยังไม่รวมปณิธานปีใหม่ที่เราต่างสัญญากับตัวเองไว้ดิบดี...แค่เพียงเริ่มต้นยังแสนยาก

" ความขี้เกียจ " ร้ายกาจกว่าที่คุณคิด เพราะมันคอยซุ่มโจมตีให้คนล่าฝันอย่างเราๆ ไปไม่ถึงดวงดาวมานักต่อนัก จึงขอส่งเทียบเชิญคุณผู้อ่านมาร่วมกันหักด่านความขี้เกียจไปด้วยกัน

" ความขี้เกียจ " สัญชาตญาณหลงยุคของมนุษย์

" ความขี้เกียจไม่ใช่อะไรเลย นอกจากนิสัยที่ชอบหยุดพักก่อนที่จะรู้สึกเหนื่อย " จูลส์ เรอนาร์ด ( Jules Renard ) กวีชาวฝรั่งเศส

บางทีเหตุผลหนึ่งที่เราเอาชนะความขี้เกียจไม่ค่อยได้ เป็นเพราะเราไม่รู้จักมันดีพอนั่นเอง ทั้งๆ ที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องความขี้เกียจมาตั้งแต่เด็กๆ เช่น จากนิทานอีสปเรื่องมดขยันกับตั๊กแตน ขี้เกียจ หรือจากคัมภีร์ไบเบิลที่ระบุว่า ความขี้เกียจ ( Sloth ) คือหนึ่งในบาปเจ็ดประการของมนุษย์

เป็นที่รู้กันดีว่า ความขี้เกียจก่อให้เกิดผลร้ายมหาศาล แต่เรามักจะอภัยให้ " ความขี้เกียจ " อย่างง่ายดายและรวดเร็วเกินไป สงสัยไหมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ดร. นานโด เปลูซี ( Nando Pelusi ) นักจิตวิทยาผู้เขียนบทความเรื่อง "The Lure of Laziness" ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Psychology Today ฉบับกรกฎาคม - สิงหาคม 2007 อธิบายว่า บรรพบุรุษของมนุษย์มีสัญชาตญาณที่จะสงวนพลังงานในร่างกายไว้ให้มากที่สุด เพราะในยุคโบราณ อาหารเป็นสิ่งที่หาได้ยาก อีกทั้งยังมีอันตรายมากมายรออยู่ภายนอก เช่น สัตว์ร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฯลฯ สัญชาตญาณนี้จึงตกทอดอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่จะไม่ยอมทำอะไรที่ต้องใช้ความทุ่มเทหรือพลังงานสูงๆ ตราบใดที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าหรือไม่ พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อปัจจัยที่แวดล้อมอยู่รอบตัวไม่ได้สร้างความมั่นใจเพียงพอ เราก็จะเกิดความรู้สึกอยากประวิงเวลาที่จะต้องลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้นานออกไป

เมื่อเทียบกับมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ พวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเวลาหยุดคิด เช่น หิวต้องล่าสัตว์ กลัวต้องวิ่งหนี พายุมาต้องหลบทันที ฯลฯ ผิดกับมนุษย์ยุคนี้ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยทางสังคมและจิตใจที่ซับซ้อนกว่า และต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผลลัพธ์ของการกระทำ และนี่จึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมบางคนต้องรอให้ถึงเส้นตายก่อนเท่านั้น เขาจึงจะทำงานเสร็จหรือทำได้ดี


ปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เกิดความขี้เกียจ

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าความรู้สึกเฉื่อยชากับเรื่องที่ควรทำ หรือที่เรียกว่า " ความขี้เกียจ " นั้น เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความขี้เกียจนั้น ได้แก่

1. ความอ่อนเพลีย สมองของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างสม่ำเสมอ โจ โรบินสัน

( Joe Robinson ) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Work to Live: the Guide to Getting a Life บอกไว้ว่า คนเราจำเป็นต้องตัดขาดจากตัวการสร้างความเครียดเสียบ้าง เพื่อให้จิตใจและร่างกายได้พักผ่อน การทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมงหมายถึงการเพิ่มความเครียดให้สมองมากขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ นอกจากนี้การลาพักร้อนหรืองีบหลับตอนกลางวันของชาวยุโรปที่ชาวอเมริกันมองว่าเป็นความขี้เกียจนั้น จริงๆ แล้วเป็นเคล็ดลับในการใช้ชีวิตของพวกเขาต่างหาก เพราะจากผลสำรวจพบว่า ชาวยุโรปอย่างน้อยสี่ประเทศใช้เวลาทำงานน้อยกว่าคนอเมริกัน แต่กลับได้งานมากกว่า

โรบินสันยังบอกอีกว่า คนอเมริกันมักมีความเชื่อว่า ต้องมีคนนั่งทำงานตลอดเวลา มิฉะนั้นผลประกอบการจะลดลง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง

2. ความต้องการความสุขสบาย มนุษย์มีสัญชาตญาณรักความสบายอยู่ในตัว อย่างไรก็ดี

หากเรามองหาแต่ความสบายในทุกๆ สถานการณ์ เราก็จะรู้สึกว่าการทำอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องที่สมควรจะทำ (แต่อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของเรา) เช่น การตื่นเช้าขึ้น การจำกัดอาหาร หรือการรับงานที่ยากขึ้น ฯลฯ กลายเป็นเรื่องเหลือวิสัย จนทำให้เราหลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งเหล่านั้น หรือผัดวันประกันพรุ่ง เพียงเพื่อยืดระยะเวลาแห่งความสุขให้ยาวนานออกไป

3. ความกลัวความล้มเหลว ดร. นานโด เปลูซี อธิบายว่า ก่อนที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จได้นั้น เขาต้องทุ่มเทมากกว่าปกติ และมักมองทางเลือกไว้เพียงสองทาง คือ " ทุ่มสุดตัว " หรือ " ไม่ต้องทำอะไรเลย " ซึ่งการตัดสินใจทุ่มสุดตัวโดยไม่มีสิ่งใดรับประกันผลของการทุ่มเท มักทำให้เกิดความกังวลและความเครียดสะสม ส่วนใหญ่แล้ว ความกลัวว่าสิ่งที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่าหรือกลัวว่าจะล้มเหลวเป็นฝ่ายชนะ คนเราจึงมักจะเลือกทางที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะรู้สึกว่าทำไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น

4. พันธุกรรมและสารเคมีในสมอง ปี 2008 ดร. เจ. ธิโมธี ไลท์ฟุต ( J. Timothy Lightfoot ) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับความกระฉับกระเฉง เพื่อที่จะพัฒนานักกีฬาให้ทำการฝึกซ้อมดีขึ้น ผลการทดลองสรุปว่า การที่คนคนหนึ่งรู้สึกกระฉับกระเฉงหรือเฉื่อยชาขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมด้วย นั่นแสดงว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเลือกได้

5. การขาดแรงจูงใจ คนเรามีเหตุผลมากเกินกว่าจะนับไหว ที่ทำให้รู้สึกหมดไฟไปเสียเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นเบื่องาน เบื่อนาย เบื่อลูกน้อง เบื่อเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ ไม่ชอบบรรยากาศในออฟฟิศ รถติด บ้านไกล หรือทำงานไปแล้วไม่เห็นอนาคต ฯลฯ ซึ่งเหตุผลเพียงข้อเดียวจากที่กล่าวมาก็บั่นทอนกำลังใจอย่างยิ่ง และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความขี้เกียจได้อย่างง่ายดาย


นิวรณ์ 5 ต้นตอของความขี้เกียจ

ในเชิงพุทธศาสนา ต้นเหตุของความขี้เกียจคือนิวรณ์ 5 ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ขวางกั้นจิตไม่ให้มีสมาธิ ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จได้ อันได้แก่

1. กามฉันทะ คือ ความยินดี พอใจ เพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

2. พยาบาท คือ ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ ความขัดเคืองใจ

3. ถีนมิทธะ แยกได้เป็น ถีนะ คือ ความหดหู่ ท้อถอย และ มิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน

4. อุทธัจกุกกุจจะ แยกได้เป็น อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน และ กุกกุจจะ คือ ความรำคาญใจ

5. วิจิกิจฉา คือ ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ


เคล็ดลับในการฝ่าด่านความขี้เกียจ

แม้เราจะมีความขี้เกียจฝังอยู่ในสายเลือด แต่โชคดีที่การเอาชนะความขี้เกียจขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ ขอแนะนำเคล็ดลับในการเอาชนะความขี้เกียจดังต่อไปนี้

TIP 1 เตรียมกายให้พร้อม

ถ้าคุณรู้สึกว่านอนเท่าไรก็ไม่อิ่ม เหงื่อออกตอนกลางคืน อาหารไม่ย่อย หรือความคิดไม่แล่น ฯลฯ รู้ไว้เถิดว่า เหล่านี้คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอ่อนเพลียของคุณ จิลล์ โทมัส ( Jill Thomas )

นักธรรมชาติบำบัด ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Revive: How to Overcome Fatigue Naturally แนะนำวิธีง่ายๆ เพื่อสลัดความอ่อนเพลียและฟิตร่างกายให้พร้อมรับมือกับการทำกิจกรรมต่างๆ ไว้ดังนี้

1. ออกกำลังกายตอนเช้า การเดินเร็วๆ เพียง 20-40 นาทีในตอนเช้าจะช่วยป้องกันความอ่อนเพลียได้อย่างมหัศจรรย์

2. เติมพลังด้วยอาหารเช้า ควรรับประทานอาหารเช้าที่มีเส้นใยสูง โปรตีนต่ำ และไม่หวาน เพื่อทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ มิฉะนั้นร่างกายจะอ่อนเพลียและรู้สึกหิวเร็วขึ้น

3.กินผักมากกว่าเนื้อ รับประทานผักผลไม้และธัญพืชให้ได้วันละ 3-5 ขีด เพื่อรักษาค่าความเป็นกรดในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างสมดุล ไม่เพลียง่ายๆ

4.ดื่มน้ำสะอาด การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานดีขึ้น คนเราควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 1.5-2 ลิตร และควรดื่มน้ำเปล่าสองแก้วตามหลังชาหรือกาแฟหนึ่งถ้วยเสมอ

5.กินไขมันดี กรดไขมันที่จำเป็น ( EFAs ) เช่น โอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ฯลฯ มีความสำคัญมากต่อเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลในสมอง และการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น


TIP 2 บันได 8 ขั้นสู่การเอาชนะใจตนเอง

1. ทำด้วยใจรัก จงเป็นตัวของตัวเองและทำสิ่งที่คุณชอบ จำไว้ว่า การทำสิ่งที่ชอบจะนำมาซึ่งพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

2.ลงมือทำตามกฎ 15 นาที " การลงมือ " คือยาพิชิตความขี้เกียจที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเบื่อหน่ายแค่ไหน ขอให้คุณลงมือทำสัก 15 นาที จำไว้ว่า ผลงานในช่วง 15 นาทีแรกอาจจะใช้ไม่ได้เลย แต่นี่จะเป็นรากฐานของความสำเร็จ

3.เปิดรับความท้าทาย ลบความคิดที่ว่า " ฉันทำไม่ได้ " ทิ้งไป เพราะความผิดพลาดเป็นครูที่ดีที่สุดของมนุษย์

4.มองภาพเล็กไว้ก่อน การมองภาพใหญ่หรือการคาดหวังเป้าหมายในระยะยาวอาจทำให้เกิดความย่อท้อได้ง่ายๆ ควรที่จะวางแผนเป็นลำดับขั้นหรือแบ่งงานเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ตนเองจะดีกว่า

5.ติดตามความคืบหน้า การเขียนความก้าวหน้าของคุณลงในสมุดทุกวัน ช่วยให้คุณจดจ่อกับเป้าหมาย และมองเห็นวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ชัดขึ้น

6.ให้คำมั่นสัญญา บอกให้เพื่อนฝูงหรือคนใกล้ตัวรับรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของคุณ เพราะการให้คำมั่นสัญญาจะเป็นการผูกมัดตัวเอง อีกทั้งยังทำให้คุณรู้สึกฮึกเหิมและมีกำลังใจมากขึ้นด้วย

7.เป็นผู้ " รอ " ที่ดี เลิกหวังผลแบบทันทีทันใด แล้วหันมาอดทนเพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

8.ให้รางวัลตัวเอง ยอมให้ตัวเองได้หยุดพักเมื่อทำงานเล็กๆ สำเร็จ เพื่อสะสมกำลังไว้ต่อสู้ในระยะยาว


TIP 3 เพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานด้วยหลักอิทธิบาท 4

อิทธิบาท 4 คือธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ เราสามารถนำหลักธรรมแต่ละข้อมาปรับใช้ให้เข้ากับนิสัยของตัวเอง เพื่อช่วยรวบรวมสมาธิและขจัดความขี้เกียจได้

1.ฉันทะ หมายถึง ความรักในงาน รักในจุดมุ่งหมายของงาน มีความพอใจในสิ่งที่มีที่ทำ

2.วิริยะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ล้มเลิกก่อนทำสำเร็จ

3.จิตตะ หมายถึง ความมีใจจดจ่อ เอาใจใส่กับการทำงานเสมอ

4.วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องในเหตุและผลและเกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สอนไว้ว่า การทำกิจอันใดให้สำเร็จไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มจากฉันทะหรือความพึงพอใจในงานนั้นก่อนเสมอไป ตัวอย่างเช่น การสร้างสมาธิ เพราะไม่ว่าสมาธิจะเกิดจากหลักธรรมข้อไหน แต่เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว หลักธรรมข้ออื่นๆ จะเกิดขึ้นหนุนเนื่องตามกันมา ฉันใดก็ดี ในกรณีที่คนสองคนทำงานอย่างเดียวกัน คนคนหนึ่งทำงานเก่งกว่า ได้รับความสุขจากการทำงานมากกว่า ในขณะที่อีกคนหนึ่งไม่เก่งเท่า แต่มีความขยันหมั่นขวนขวายอยู่เสมอ วันหนึ่งเขาก็จะเก่ง จะรู้สึกมั่นใจและเกิดความรักความผูกพันกับงานไม่แพ้เพื่อนคนแรก

คนที่รักงานที่ทำจะสนใจเรื่องปลีกย่อยต่างๆ เช่น เงิน หรือของรางวัล ฯลฯ น้อยลง ตรงกันข้าม ถ้าคนไม่รักในงาน แต่หวังผลสำเร็จของงาน ก็จะหาหนทางหลบเลี่ยงเพื่อให้ตัวเองออกแรงน้อยลง หรือทุจริตเพื่อหวังเงิน วัตถุ ตำแหน่ง ฯลฯ ซึ่งตัณหาเหล่านี้คืออีกตัวการที่ทำให้คนเรา ขี้เกียจนั่นเอง


ชีวิตที่สมดุล

การบังคับใจตนเองให้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์และทำความดีอยู่เสมอต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้ความสุขสบายเพียงชั่วครั้งชั่วคราวมาลวงให้คุณไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยเด็ดขาด อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งปักใจว่าการก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือ การทำงานตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำ หรือหมกมุ่นกับกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะนั่นแปลว่าคุณกำลังละเลยบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ นอกจากคุณจะถามตัวเองว่า คุณกำลัง " ขี้เกียจ " ทำงานอยู่หรือเปล่า คุณลองหันมาถามตัวเองดูว่า คุณกำลังขี้เกียจจัดสรรเวลาเพื่อพักผ่อน " ขี้เกียจ " แก้ไขจุดบกพร่องเพื่อลดขั้นตอนการทำงานหรือว่าคุณกำลัง " ขี้เกียจ " หยุดพักเพื่อใช้เวลาในการคิดทบทวนสิ่งที่ทำอยู่บ้างหรือเปล่า ฯลฯ

เพราะจริงๆ แล้วชีวิตที่เป็นสุขก็ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่า " ความสมดุล "

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 105

ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า
"ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต
มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"

อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละคร ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ
พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้า ใจตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและ จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไรซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับเหล่าโยมๆ นี่แหละ

อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา
" พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"
" หา อะไรนะ"
" พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"
" ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"
" อ๋อ ขอโทษค่ะ"

หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า
" เจริญพร"
" ค่ะ เจริญพรเช่นกัน"
แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง
ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่นพอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที

" ถวายสังฆทานค่ะ"

พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู

" ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น

" ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า
" อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ" ( ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)

พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา

" คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่"

อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า

" คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"
เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก
อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา
" หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"
" ไปไหนล่ะโยม"
" ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"
โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้
แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน
ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด ถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา

" แม่ๆ พระมาขอข้าว"
" มาเยอะไหมลูก"
" มา2 อัน"
โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ
ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอนเด็กๆ ด้วย

" ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน"
" พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
" พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"
" พระตาย เรียกว่า มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
" แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย"
คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง
" เรียกคนมาดู"

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 104

โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า }แน่นอน~
คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง

เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป

หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้

มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง

เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป

อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก

เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 103

อันการงาน คือค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย

ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งใจ

ตัวการงาน คือตัวการ ประพฤติธรรม
พร้อมกันไป หลายส่ำ มีค่ายิ่ง

ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกเอยฯ

ท่านพุทธทาสภิกขุ

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมะ บทที่ 102

ชะตากรรมของประเทศ อยู่ในความเข้มแข็งทางปัญญาของคนในประเทศ

อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเอง แต่ควรมองออกไปในโลกกว้างเพื่อที่จะได้เห็นว่า ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่เขาตกทุกข์ได้ยาก

อุทิศตนทำความดีจนถูกวิจารณ์ ยังดีกว่าดักดานอยู่เงียบๆ (โดยไม่ยอมทำอะไร) จนไม่มีค่าพอที่จะถูกพูดถึง

ความผิดพลาดเกิดขึ้นตรงไหน การเริ่มต้นใหม่ก็อยู่ตรงนั้น กิเลสอยู่ตรงไหน ธรรมะก็อยู่ตรงนั้น เคราะห์อยู่ตรงไหน โชคก็อยู่ตรงนั้น

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 101

กว่าที่ชีวิตจะราบรื่น เข้าที่เข้าทาง จนเกิดความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้ ก็ต้องผ่านมวลประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลาย

โลกนี้กว้างใหญ่ สำหรับคนใจกว้าง โลกนี้อ้างว้าง สำหรับคนใจแคบ

คนสำคัญของโลก ล้วนเป็นผู้ที่ "เชื่อในสิ่งที่ทำ" ไม่ได้ "ทำในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ" เขาจึงกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

ธรรมมะ บทที่ 100

1. ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนคิดจะได้ดี อะไรอย่างลอยๆ

นั่งนอนคอยแต่โชควาสนา โดยไม่ลงมือทำความดี หรือไม่เพียรพยายามสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตน

ถ้าข้าพเจ้าจะได้ดีอะไรก็ขอให้ได้ เพราะได้ทำความดีอย่างสมเหตุสมผลเถิด


2. ขอให้ข้าพเจ้ามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้เกียรติแก่เขาตามความเหมาะสมในการติดต่อเกี่ยวข้องกันเถิด

ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนลืมตน ดูหมิ่นเหยียดหยามใครๆ ซึ่งอาจด้อยกว่าในทางตำแหน่ง ฐานะการเงิน หรือในทางวิชาความรู้

อย่าแสดงอาการข่มขู่เยาะเย้ยใครๆ ด้วยประการใดๆ เลย ขอให้มีความอ่อนโยน นุ่มนวล สุภาพเรียบร้อยเถิด


3. ขออย่าให้ข้าพเจ้าเหยียบย่ำซ้ำเติม

ถ้าใครพลาดพลั้งลงในการครองชีวิตหรือต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนเพราะเหตุใดๆ ก็ตาม

ขอให้ข้าพเจ้ามีความกรุณาหาทางช่วยเขาลุกขึ้น ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ร้อนแก่เขาเท่าที่จะสามารถทำได้

4. ใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาเท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมข้าพเจ้า ก็ดี มีความรู้ ความสามารถหรือมีผลงานอันปรากฎดีเด่น สูงส่งอย่างน่านิยมยกย่องยิ่งกว่าข้าพเจ้า

ขออย่าให้ข้าพเจ้ารู้สึกริษยาหรือกังวลใจในความเจริญของเขาเหล่านั้นเลยแม้ แต่น้อย ขอให้ข้าพเจ้าพลอยยินดีในความดี ความรู้ ความสามารถของบุคคลเหล่านั้นด้วยจริงใจ

ขอให้ข้าพเจ้าช่วยส่งเสริมสนับสนุนและให้กำลังใจแก่คนเหล่านั้น อันเข้าลักษณะมุทิตาจิตในพระพุทธศาสนา

ซึ่งตรงกันข้ามกับความริษยา ขออย่าให้เป็นอย่างบางคนที่เกรงนักหนาว่าคนอื่นจะดีเท่าเทียมหรือดียิ่งกว่า ตน คอยหาทางพูดจาติเตียน ใส่ไคล้ให้คนทั้งหลายเห็นว่าผู้นั้นยังบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้

ขอให้ข้าพเจ้ามีน้ำใจสะอาด พูดส่งเสริมยกย่องผู้อื่นที่ควรยกย่องเถิด

5. ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีน้ำใจเข้มแข็งอดทน

อย่าเป็นคนขี้บ่น เมื่อมีความยากลำบากอะไรเกิดขึ้น ขอให้มีกำลังใจต่อสู้กับความยากลำบากนั้นๆ โดยไม่ต้องอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย

ขออย่าเป็นคนอ่อนแอเหลียวหาที่พึ่ง เพราะไม่รู้จักทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเลย

ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนชอบได้อภิสิทธิ์ คือ สิทธิ์เหนือคนอื่น เช่นไปตรวจที่ รพ. ก็ขอให้พอใจนั่งคอยตามลำดับ อย่าวุ่นวายจะเข้าตรวจก่อน ทั้งที่ตนไปถึงทีหลัง

ในการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกใดๆ ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดหาวิธีลัดหรือวิธีทุจริตใดๆ รวมทั้งขออย่าได้วิ่งเต้นเข้าหาคนนั้นคนนี้ เพื่อให้เขาช่วยให้ได้ผลดีกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าอาจมีคะแนนสู้คนอื่นไม่ได้เถิด

6. ข้าพเจ้าทำงานที่ใด ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดเอาเปรียบหรือคิดเอาแต่ได้ในทางส่วนตัว

เช่นเถลไถลไม่ทำงาน รีบเลิกงานก่อนกำหนดเวลา ขอจงมีความขยันหมั่นเพียร พอใจในการทำงานให้ได้ผลดี ด้วยความตั้งใจและเต็มใจ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ด้วยเถิด

อันเนื่องมาแต่ความไม่คิดเอาเปรียบในข้อนี้ ถ้าข้าพเจ้าบังเอิญก้ำเกินข้าวของ ของที่ทำงานไปในทางส่วนตัวได้บ้าง เช่น กระดาษ ซอง หรือ เครื่องใช้ใดๆ

ขอให้ข้าพเจ้าระลึกอยู่เสมอว่าเป็นหนี้อยู่ และพยายามใช้หนี้คืน ด้วยการซื้อใช้ หรือทำงานให้มากกว่าที่กำหนด เพื่อเป็นการชดเชยความก้ำเกินนั้น

รวมทั้ง ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเอาเปรียบชาติบ้านเมือง เช่นในเรื่องการเสียภาษีอากร ถ้ารู้ว่ายังเสียน้อยไปกว่าที่ควร หรือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่จะชดใช้แก่ชาติบ้านเมืองอยู่เสมอ

เมื่อมีโอกาสตอบแทนเมื่อไร ขอให้รีบตอบแทนโดยทันที เช่น ในรูปแห่งการบริจาคบำรุงโรงพยาบาล บำรุงการศึกษา หรือบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อื่นๆ แบบบริจาคให้มากกว่าที่รู้สึกว่ายังเป็นหนี้ชาติบ้านเมืองอยู่เสมอ

และแม้แต่เอกชนใดๆ ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดเอาเปรียบหรือโกงใครเลยแม้แต่น้อย

แม้แต่จะซื้อของ ถ้าเขาทอนเงินเกินมา ก็ขอให้ข้าพเจ้ายินดีคืนให้เขากลับไปเถิด อย่ายินดีว่ามีลาภ เพราะเขาทอนเงินเกินมาให้เลย

7. ขออย่าให้ข้าพเจ้ามักใหญ่ใฝ่สูง อยากมีหน้ามีตา อยากมีอำจาจ อยากเป็นใหญ่เป็นโต ขอให้ข้าพเจ้าใฝ่สงบ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องการแข่งดีกับใครๆ

ทั้งนี้ เพราะข้าพเจ้าพอจะเดาได้ว่า ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความอยากมีหน้ามีตา อยากมีอำนาจ และอยากเป็นใหญ่เป็นโตนั้น มันเผาให้เร่าร้อน

ยิ่งต้องแข่งดีกับใครๆ ด้วย ก็ยิ่งทำให้เกิดความคิดริษยา คิดให้ร้ายคู่แข่งขัน

ถ้าอยู่อย่างใฝ่สงบมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ก็จะเย็นอกเย็นใจ ไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากถอนใจเพราะเกรงคู่แข่งจะชนะ ไม่ต้องทอดถอนใจเพราะไม่สมหวัง

ขอให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจซาบซึ้งในพระพุทธภาษิตว่า ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ละความชนะความแพ้เสียได้ ย่อมอยู่เป็นสุข

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า เมื่อใฝ่สงบแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องอยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่สร้างความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

ข้าพเจ้าทราบดีว่าพระพุทธศาสนามิได้สอนให้คนเกียจคร้านงอมืองอเท้า แต่สอนให้มีความบากบั่น ก้าวหน้าในทางที่ดีไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม

และความบากบั่นก้าวหน้านั้นไม่จำเป็นต้องผูกพันอยู่กับความทะยานอยาก หรือความมักใหญ่ใฝ่สูงใดๆ คงทำงานไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ผลดีก็จะเกิดตามมาเอง

8. ขอให้ข้าพเจ้าหมั่นปลูกฝั่งความรู้สึกมีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น และมีกรุณาคิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

ซึ่งพระพุทธเจ้าแนะนำให้ปูพื้นจิตใจด้วยเมตตากรุณา อยู่เสมอ จนกระทั่งไม่รู้สึกว่ามีใครเป็นศัตรูที่จะต้องคิดกำจัดตัดรอนเขาให้ถึงความพินาศ

ใครไม่ดี ใครทำชั่ว ทำผิดขอให้เขาคิดได้กลับตัวได้เสียเถิด อย่าทำผิดทำชั่วอีกเลย ถ้ายังขืนทำต่อไปก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เขาจะต้องรับผลแห่งกรรมชั่วของเขาเอง เราไม่ต้องคิดแช่งชักให้เขาพินาศ เขาก็จะต้องถึงความพินาศของเขาอยู่แล้ว

จะต้องไปแช่งให้ใจเราเดือดร้อนทำไม ขอให้ความเมตตาคิดจะให้เป็นสุข และ กรุณาคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ ซึ่งข้าพเจ้าปลูกฝังขึ้นในจิตใจนั้น จงอย่าเป็นไปในวงแคบและวงจำกัด ขอจงเป็นไปทั้งในมนุษย์และสัตว์ทุกประเภท รวมทั้งสัตว์เดรัจฉานด้วย

เพราะไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เหล่านั้น ต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์ รู้จักรักตนเอง ปรารถนาดีต่อตนเองด้วยกันทั้งสิ้น

9. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนโกรธง่าย

หากว่าจะโกรธบ้าง ก็ขอให้มีสติรู้ตัวโดยเร็วว่ากำลังโกรธ จะได้สอนใจตนเองให้บรรเทาความโกรธลง หรือถ้าห้ามใจให้โกรธไม่ได้ ก็ขออย่าให้ถึงกับคิดประทุษร้ายผู้อื่น หรือคิดอยากให้เขาถึงความพินาศซึ่งนับเป็นมโนทุจริตเลย

ขอจงสามารถควบคุมจิตใจให้เป็นปรกติได้โดยรวดเร็ว เมื่อมีความไม่พอใจหรือความโกรธเกิดขึ้นเถิด

ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนผูกโกรธ ให้รู้จักให้อภัย ทำใจให้ปลอดโปร่งจากการผูกอาฆาตจองเวร

ขอให้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยรู้จักเปรียบเทียบกับตัวเองว่าก็อาจทำผิด พูดผิด คิดผิด หรืออาจล่วงเกินผู้อื่นได้ ทั้งมีเจตนาและไม่เจตนา

ก็ข้าพเจ้ายังทำผิดได้ เมื่อผู้อื่นทำอะไรผิดพลาดล่วงเกินไปบ้าง ก็จงให้อภัยแก่เขาเสียเถิด อย่าผูกใจเจ็บหรือเก็บความรู้สึกไม่พอใจนั้นมาขังอยู่ในจิตใจ ให้เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเองเลย

10. ขอให้ข้าพเจ้ามีความรู้ความเข้าใจและสอนใจตัวเองได้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งทางโลกและทางธรรม

กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักสร้างความเจริญแก่ตนในทางโลก และสอนให้ประพฤติปฏิบัติยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ให้มีปัญญาเข้าใจปัญหาแห่งชีวิต เพื่อจะได้ไม่ติดไม่ยึดถือ มีจิตใจเบาสบายอันเป็นความเจริญในทางธรรม

ซึ่งรวมความแล้วสอนให้เข้ากับโลกได้ดี ไม่เป็นภัยอันตรายแก่ใครๆ แต่กลับเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ

และก็ได้สอนไปในทางธรรมให้เข้ากับธรรมได้ดี คือให้รู้จักโลกและขัดเกลานิสัยใจคอให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อบรรลุความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์

ขอให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจปฏิบัติตนให้ถูกต้องได้ทั้งสองทางคือทางโลกและทาง ธรรม รวมทั้งสามารถหาความสงบใจได้เอง และสามารถแนะนำชักชวนเพื่อนร่วมชาติ ร่วมโลก ให้ได้ประสบความสุขสงบได้ตามสมควรเถิด

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 99

เปลี่ยนงานบ่อย กำลังหนีอะไรหรือเปล่าคุณโยม....เดี๋ยวนี้กลายเป็นค่านิยมใหม่ไปแล้วคุณโยม ก่อนหน้านี้มีคำพูด ตลก ๆ ว่า เปลี่ยนแฟนบ่อยเหมือนเปลี่ยนรองเท้า เดี๋ยวนี้มีของใหม่ว่า เปลี่ยนงานบ่อยเหมือนเปลี่ยนช่องทีวี โอ้โห... เปลี่ยนบ่อยเปลี่ยนถี่เปลี่ยนไวกันเสียจริง ๆ
คุณโยมบางคนที่มาปรึกษาอาตมาว่า เขียนใบสมัครงานไปเยอะมาก ใส่ประวัติการทำงานไปยาวเหยียด แต่ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงานเลย ก็จะรับเข้าไปทำไมละคุณโยม ในประวัติการทำงานเขียนว่าทำงาน บริษัท ก. 3 เดือน บริษัท ข 6 เดือน บริษัท ค 4 เดือน ซึ่งทำมาแล้ว 10 บริษัท แต่พอเอาระยะเวลาในการทำงานรวมกันยังได้ไม่ถึง 2 ปีเลยคุณโยมเอ้ย จริง ๆ ปัญหานี้ค่อนข้างลำบากสำหรับอาตมาอยู่เหมือนกันเพราะอาตมายังไม่เคยมีประสบการณ์เปลี่ยนงานบ่อย ๆ ด้วยสิ บวชเรียนมาตั้ง 15 ปี ยังไม่เคยเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นนอกจากเป็นพระ เต็มที่ก็เคยแต่ย้ายวัดแต่ก็ลองดูนะคุณโยม อาตมาอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย ..ลุยเลย
สาเหตุแรกคือ การหนีปัญหา หนีปัญหา เรามันมนุษย์ธรรมดานี่แหละคุณโยม ทำงานย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเลือกได้เราก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะมันทำให้รู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัวเสมอ ลองสังเกตง่าย ๆ ว่าเวลาเราทำผิดเราจะรู้สึกว่าท้องหวิว ๆ เสียวสันหลังวาบ ๆ ยิ่งถ้าโดนเจ้านายเรียกไปคุยแล้วละก็ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มโน่น หลายคนไม่ชอบการตำหนิ หรือโดนต่อว่า จึงเปลี่ยนงานหนีปัญหา..ดู๊ดู ทิ้งขี้ไว้เห็น ๆ หากเปลี่ยนงานบ่อยเพราะสาเหตุนี้ อาตมาแนะนำให้นำหลักธรรมที่มีชื่อว่า วิริยะ ซึ่งเป็นสมาชิกในหลักธรรมใหญ่ หลักหนึ่งของพระพุทธศาสนา นั่นคือ อิทธิบาท 4 อันประกอบไปด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาวิริยะ หมายถึง ความเพียร ความพยายาม ความกล้าที่จะลงมือทำ กล้าเผชิญความทุกข์ยาก ปัญหาและอุปสรรค ที่จะเกิดขึ้น หากมีอุปสรรคก็เพียรกำจัดปัดเป่าให้หมดสิ้นไป โดยไม่ย่อท้อ ไม่สิ้นหวัง เดินหน้าเรื่อยไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
ลองสังเกตดูว่าถ้าคุณโยมเจอปัญหาแล้วคิดแค่ว่า หนีดีกว่า หลบดีกว่า ไม่คิดที่จะแก้หรือเผชิญหน้ากับความผิดพลาดนั้นเลย คุณโยม จะต้องหนี ต้องหลบไปตลอดชีวิตและไม่สามารถเรียนรู้หาวิธีแก้ความผิดพลาดนั้นได้เลย การเปลี่ยนงานใหม่จึงเป็นการปัดความกลัว ความรำคาญใจไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่การจะแก้ปัญหาอย่างถาวรได้นั้น เราต้องอาศัยความเพียรเป็นที่ตั้ง ดังพุทธพจน์ที่ว่า
คนจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร มีปัญหาอย่าท้อแท้ หนทางแก้ยังพอมี

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 98

ธรรมะ คือสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีใจคอปกติ

"...สำหรับธรรมะนี้ ถ้าเราดูโดยหลักใหญ่ๆ ที่สุดเราพูดได้อย่างวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามีใจคอเป็นปกติ หรือ Balance อยู่ตามสภาพ หมายความว่าคนในโลกนี้มีใจคอสูญเสียสภาพปกติเกือบตลอดวัน คือว่าอ้ายนั่น...อ้ายนี่ข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มาทำให้เกิดความรู้สึก เป็นไปในทางชอบหรือรัก นี้อย่างหนึ่งให้เกลียดหรือไม่ชอบอืดอืดขัดใจ นี้อีกอย่างหนึ่ง แท้จริง

แล้วทั้งสองอย่างนี้ใช้ไม่ได้ คือจิตใจที่อยู่ในลักษณะทั้งสองอย่างนี้ใช้ไม่ได้ที่จะปฏิบัติงานอะไรก็ตาม งานออฟฟิศชนิดไหนก็ตาม ถ้าใจคอมันสูญเสียสภาพปกติเดิมอย่างนี้ คือรักหรือเกลียดเสียแล้ว พอใจหรือไม่พอใจเสียแล้วนั่นจะเป็นการทำผิดทันที ผิดไม่มากก็น้อย ในการที่จะทำอะไรออกไป หรือจะพูดอะไรออกไป หรือจะปฏิบัติหน้าที่อะไรก็ตามที่ ฉะนั้นเราต้องถือหลักว่า ธรรมะนี้คือสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีใจคอปกติ แม้แต่ความตายมาจ่ออยู่ข้างหน้า


หรือแม้แต่จะเจอเสือในป่า ก็ต้องใจคอปกติ คือไม่กลัวจนขาดสติ อาจจะขึ้นต้นไม้ก็ตาม หรือจะวิ่งหนีก็ตาม ก็ยังคงมีใจคอปกติ นี่คือความต้องการของธรรมะเป็นอย่างนี้ คือเราไม่หวั่นไหวในโลกธรรมที่แบ่งเป็นฝักฝ่าย ฝ่ายนี้ได้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเสีย ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุขมีได้ก็ต้องมีเสีย นี่คือสิ่งที่ทำให้ใจคอไม่ปกติ แต่ธรรมะต้องการจะทำให้มีอำนาจเหนือโลกธรรม กล่าวคือ มีใจคอปกตินั่นเอง แล้วจะรู้ได้เองว่า ควรจะทำอะไร ควรทำอย่างไรเท่าด้วย ไปมองดูเถอะมันจำเป็นที่สุดสำหรับทุกคน..."

ธรรมมะ บทที่ 97

มนุษย์ที่มีใจสูงย่อมรู้จักให้อภัยไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กน้อย

อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทางที่ถูกควรทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ถ้าเป็นเรื่องเล็กอยู่แล้วก็ไม่ควรเอาเรื่องเสียเลย ปล่อยไปเสีย ทำไม่รู้ไม่เห็นเสียบ้าง ไม่บอดทำเป็นเหมือนบอด ไม่ใบ้ทำเหมือนใบ้ ไม่หนวกทำเหมือนหนวกเสียบ้าง จิตใจของเราจะสบายขึ้น

มี เรื่องแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งในหมู่มนุษย์ คือ คนส่วนมากเผชิญกับ เหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างกล้าหาญได้ แต่กลับขาดความอดทนต่อสิ่งเล็กๆ น้อย ๆ ตัวอย่างเช่น ใครมาพูดเสียดสี กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เขาทนไม่ได้ แต่กลับทนอยู่ในคุกตารางได้เป็น 20-30 ปี และยินดีรับความทุกข์เหล่านั้นไปตลอดเวลาที่ทางราชการกำหนด แม้จะไม่ยินดี ก็เหมือนยินดี เพราะไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ถ้าเขายินดีรับความทุกข์เพียงเล็กน้อยเสียก่อน คืออดทนต่อคำด่าว่าเสียดสี หรืออาการทำนองที่เขาคิดว่าเป็นการดูถูกดูแคลนเพียงเล็กน้อยเสียก่อน ไหนเลยเขาจะต้องมาทนทุกข์ทรมานอันมากมายยาวนานถึงเพียงนั้น

การ ให้อภัยเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในมนุษย์ คนส่วนมากเมื่อจะทำทานก็มักนึกถึงวัตถุทานคือการให้วัตถุสิ่งของ ให้ได้มาก เตรียมการมาก ยุ่งมาก เขายินดีทำ แต่ใครมาล่วงเกินอะไรไม่ได้ ไม่มีการให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น ความจริงเขาควรหัดให้อภัยทานบ้าง แล้วจะเห็นว่า จิตใจสบาย ขึ้นประณีตขึ้น สูงขึ้น เป็นเทวดา ดังสุภาษิตอังกฤษบทหนึ่งว่า � “ To err is human , to forgive diving ” แปลว่า การทำผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนการให้อภัยเป็นเรื่องของเทวดา ถือเอาความว่ามนุษย์ธรรมดาย่อมมีการทำผิดพลาดบ้าง ส่วน มนุษย์ที่มีใจสูงย่อมรู้จักให้อภัย ไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กน้อย หรือแม้ในสายตาของคนอื่นจะเห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับท่านผู้มีใจกรุณา ย่อมเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย

พระ พุทธเจ้าที่พวกเรานับถือนั้นมีผู้ปองร้ายพระองค์ถึงกับจะเอาชีวิตก็มี เช่น พระเทวทัต และพวกพยายามปลงพระชนม์หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จเพราะพระองค์ไม่ร้ายตอบ ทรงให้อภัย มีคนใส่ร้ายด้วยเรื่องที่ร้ายแรงทำให้เสียเกียรติยศชื่อเสียงก็มีเช่นพวก เดียรถีย์นิครนถ์ นางจิญจมาณวิกา นางสุนทรี เป็นต้น แต่ก็ไม่ทรงทำตอบ ทรงให้อภัย ในที่สุดคนพวกนั้นก็พ่ายแพ้ไปเอง เหมือนเอาไข่ไปตอกกับหินไข่แตกไปเอง

พระ เยซู ศาสดาของคริสต์ศาสนาก็ทรงมีชื่อเสียงมากในการให้อภัย ไม่ทรงถือโทษต่อผู้คิดร้ายทำร้ายต่อพระองค์ ให้อภัยผู้ทำความผิด เปิดโอกาสให้กลับตัว

อีกท่านหนึ่ง คือมหาตมะ คานธี ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเรื่องอหิงสา ความไม่เบียดเบียน การให้อภัยจนถึงอัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวสดุดีท่านผู้นี้ไว้ว่า “ต่อไปภายหน้ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ทราบ ว่าได้เคยมีคนอย่างนี้ (ท่านมหาตมะ คานธี) เกิดขึ้นแล้วในโลก”� ทั้งนี้เพราะคุณวิเศษในตัวท่านนั้นยากที่คนสามัญจะหยั่งให้ถึงได้

รวม ความว่า มหาบุรุษที่โลกยกย่องให้เกียรติเคารพบูชานั้น ล้วนเป็นนักให้อภัยทั้งสิ้นไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องใหญ่ก็ทำเป็นเรื่องเล็กเสียท่านเหล่านั้นมุ่งมั่นในอุดมคติ จนไม่มีเวลาจะสนพระทัยหรือสนใจในเรื่องเล็กน้อย แต่ท่านเหล่านี้จะสนใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อันเกี่ยวกับสุขทุกข์ของผู้อื่นเสมอ ส่วนเรื่องร้ายที่คนอื่นกระทำแกท่าน ท่านไม่สนใจ ลองอ่านประวัติของท่านที่เอ่ย พระนามและนามมาแล้วดังกล่าวดูบ้าง จะเห็นว่าท่านน่าเคารพบูชาเพียงใด โลกจึงยอมน้อมเศียรให้แก่ท่าน

มี เรื่องเล่าว่าในวัดพุทธศาสนานิกายเซ็นวัดหนึ่งมีพระอยู่กันหลายรูป มีพระรูปหนึ่งมีนิสัยทางขโมยได้ขโมยของเพื่อนพระด้วยกันเสมอๆ จนวันหนึ่งพระทั้งหลายพากันขึ้นไปหาเจ้าอาวาสบอกว่า ถ้าพระรูปนี้ยังอยู่วัดนี้ พวกเขาจะไม่อยู่วัดนี้ ขอให้ไล่พระรูปนั้นออกไป ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า พวกคุณนั่นแหละควรจะไปได้แล้วทุกรูป ส่วนพระรูปนั้นควรจะต้องอยู่กับฉันก่อน เพราะยังไม่ดี

นี่ คือเรื่องของผู้มีใจกรุณา คนที่เคยทำความผิดอันยิ่งใหญ่นั้น ถ้ากลับใจได้เมื่อใดก็มักทำความดีอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน เพราะสลดใจในเวรกรรมที่ตนเคยสร้างไว้ ดูพระเจ้าอโศกมหาราชและขุนโจรองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง พระองค์เสด็จไปโปรดองคุลิมาลให้กลับเป็นคนดี ก็ด้วยพระทัยกรุณานั่นเอง แม้พระเจ้าอโศกมหาราชก็เหมือนกัน ตามพระประวัติว่า ได้อาศัยพระภิกษุในพุทธศาสนารูปหนึ่ง จึงกลับพระทัยมาดำเนินชีวิตทางไม่เบียดเบียน ทรงบำเพ็ญอภัยทานเป็นอันมาก

ถ้า จะเอาเรื่องกับเด็กรับใช้ที่บ้านภารโรงที่โรงเรียนหรือสำนักงาน ก็ขอให้หยุดคิดสักนิดหนึ่งว่าก็แกแค่นั้น จะเอาอะไรกับแกนักหนา ถ้าแกดีเท่าเราหรือเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องอย่างเรา แกจะมาเป็นคนใช้หรือเป็นภารโรงทำไมกัน ก็เพราะความคิดอ่านแกมีอยู่เท่านั้น แกก็ทำอย่างนั้น อย่างที่เรารำคาญๆ อยู่นั่นแหละ คิดได้อย่างนี้ก็ค่อยหายกลุ้มไปหน่อย สุภาษิตที่ว่า “�ความเข้าใจเป็นมูลฐานแห่งการให้อภัย” �นั้น ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ เมื่อเข้าใจแล้วก็ให้อภัยเห็นว่าเขาเป็นคนอย่างนั้นเอง

พระ สารีบุตรเคยแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่าในการคบคนนั้น ควรถือเอาเฉพาะส่วนดีของเขาส่วนไม่ดีก็ตัดทิ้งไป บางคนการกระทำทางกายไม่ดี แต่วาจาดี บางคนวาจาหยาบแต่การกระทำทางกายดี บางคนการกระทำทางกายก็หยาบ วาจาก็หยาบ แต่ใจดี ควรถือเอาเฉพาะส่วนที่ดีนั้น ท่านเปรียบว่าเหมือนดึงผ้าออกมาจากดินโคลนเพื่อจะเอาไปปะต่อใช้สอยเห็นส่วน ไหนดีก็ตัดเอาไว้ ส่วนไหนไม่ดีก็ตัดทิ้งไปถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะช่วยให้สบายใจได้มาก

อนึ่ง ควรคิดว่า คนเราเกิดมาด้วยจิตที่ไม่เหมือนกัน คือพื้นฐานของจิตตอนถือปฏิสนธินั้นไม่เหมือนกัน จึงมีอุปนิสัยแตกต่างกันมาตั้งแต่เยาว์ เมื่อกระทบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอีกก็ทำให้บุคคลแตกต่างกันไปเป็นอัน มาก การอยู่รวมกันของคนหมู่มากผู้มีอุปนิสัยใจคอพื้นฐานทางใจและการอบรมที่แตก ต่างกัน จึงมีปัญหามาก ถ้าเราถือเล็กถือน้อยไม่รู้จักให้อภัย เราก็จะมีทุกข์มาก บางทีก็เกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัย ผู้ใหญ่อยากจะให้เด็กทำ พูดและคิดอย่างตน ส่วนเด็กก็อยากจะให้ผู้ใหญ่ทำ พูด คิด อย่างตนเหมือนกัน ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้วเป็นไปไม่ได้ ฝ่ายผู้ใหญ่ควรให้อภัยว่าแกเป็นเด็ก ส่วนเด็กก็ควรให้อภัยว่าท่านแก่แล้ว มาเข้าใจกันเสียคือเห็นใจซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นดังนี้เรื่องเล็กไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทุกฝ่ายอยู่กันด้วยความเห็นใจเข้าใจ มองกันอย่างเป็นมิตร ไม่เป็นศัตรูต่อกัน *

นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการผ่อนคลายความทุกข์ในชีวิตประจำวัน

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 96

ความดีและกุศลจะเจริญ

เมื่อปราถนาจะทำกุศลและทำความดี

เปลี่ยนความคิดจากอกุศลเป็นกุศล

สร้างกุศลเป็นอาจิณเสมอมิขาด

รำพึงถึงผูกใจถึงความดีและกุศล

คิดเสมอที่จะสร้างความดีและกุศล

สงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่กังวลถึงผล

ผุ้ใดปรารถณาสุขเพื่อตน

เพราะก่อทุกข์ให้ผู้อื่น

ผู้นั้นเป็นผู้ระคนด้วยเครื่องระคน

คือเวรย่อมไม่พ้อนจากเวรได้

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า......................

ความรักอื่นเสมอตนไม่มี

ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี

ฝนต่างหากที่เป็นสระยอดเยี่ยม

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 95

. . . . . ธรรมมะ คือ ความดี. . . . .
. . . . . ความดี คือ ความพอดี. . . .
. . . . . ความพอดี คือความพอดี ที่เป็นจริง เหมาะ ควร คนส่วนใหญ่เห็นชอบด้วย

. พุทธะ คือผู้รู้
. พระธรรม คือความรู้ที่พระพุทธเจ้า ทรงสละความสุขทางโลกทุกสิ่ง ทั้งพระราชอำนาจ พระราชทรัพย์ ทรงทุ่มเทแรงใจ แรงกาย นำความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ อันเป็นสัจจะธรรม ( ความดีที่เป็นจริง ) นั้น ให้มนุษย์ทุกคนในโลก ได้เรียนรู้ นำมาปฏิบัติ มีทั้งชนิดใช้กับชาวบ้าน ( แบบสุขทางโลก โลกียะสุข สุขจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่พอดี เหมาะควร ) และชาววัด ( โลกุตะระสุข เหนือกว่าโลกีย์ พ้นจากโลกีย์ )
ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ เพียงทำให้จิตว่าง อย่า
. ยึดติดกับตนเอง ทรัพย์สิน สิ่งของ เรียนรู้เพื่อให้เกิด
. ปัญญา แยก ถูก ผิด ชั่ว ดี ถี่ ห่าง ต่าง เหมือน ฯลฯ คิด เลือกได้ รู้ปัญหา รู้วิธี ป้องกัน แก้ไข
. ปัญหา ต่าง ๆ ที่จะเกิด กับ จิตใจ และร่างกาย จะเบาบางลง ก็จะช่วยลดทุกข์ ให้ห่างคุก ภัย โศก โรค อุบัติเหตุ อันตราย ฯลฯ ความ
. ปิติสุข บุญ กุศล ที่เกิดจาก การปฏิติธรรม ก็จะมีได้ตามสมควร โดยไม่เกี่ยวกับ ชน ชั้น วรรณะ ฐานะ ยศศักดิ์ ตำแหน่ง ฯลฯ
. นิพพาน คือตาย สิ้นสุด จบลง หมดสิ้นจาก กิเลสต้นเหตุตันหาที่จิต ส่วนปรินิพาน คือ ชีวิตสิ้นสุด ร่างกายตาย ดับลง
การปฏิบัติธรรมต่อเนื่อง เป้าหมายคือการป้องกัน-กำจัด กิเลสใหม่ และตันหาเก่า ให้ละ ลด และเลิกได้ทั้งหมด เท่ากับตัดตอน ตัดวงจร ( เกิดขึ้น ดำเนินอยู่ จบลง ของกรรมเลวต่าง ๆ ) ทิ้งไป และไม่ทำให้กิเลสใหม่ "เกิด" ขึ้นมาใหม่อีก
( วงจรการเกิดของกรรมสิ้นสุด ไม่ใช่การเกิดของชาติชีวิต ) เมื่อหมดต้นเหตุ ความอยากต่าง ๆ หมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ความอยากได้นิพพาน นั่นแหละ จึงได้นิพพาน โดยไม่ยินดี ไม่รู้สึกว่าได้แล้ว นิพพาน จึงเป็น ความสุขแบบไร้สุข ไร้ทุกข์ ไม่ต้องพึ่งพา อาศัยวัตถุ สิ่งของใด ๆ ไม่ต้องอิงโลกีย์ สุขแบบ ว่าง โล่ง โปร่ง สงบ เย็น เบา เป็น
. โลกุตะระสุข ( เหนือโลก หรือพ้นจากโลกีย์) เป็นเป้าหมาย สูงสุดของ
. ชาววัด ( พระสงฆ์ ผู้มีความพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อเรียนรู้ ฝึกได้ ปฏิบัติเป็น ถ่ายทอด เป็นผู้แทนพระพุทธองค์ ทำหน้าที่เผยแพร่ พระธรรม ให้ชาวบ้าน ได้ รู้จัก
. พุทธธรรมแท้ ๆ ฝึกใช้ให้เป็น ก่อประโยชน์สุข ในชีวิตประจำวันได้ ส่วนใหญ่ เข้าใจผิด ปฏิบัติธรรมเพราะ ต้องการ ( อยาก ) นิพพาน จึงไม่เคยได้ นิพพาน แม้สักรายเดียว หรือบางองค์
. ปลีกวิเวก เพลินสุข จนลืมหน้าที่ ผู้สืบทอด พระธรรม แทนพระพุทธองค์ เกือบทุกวัดก็สวนทางกับหลักธรรมพระพุทธองค์ ที่
. สละวังมาอยู่ป่า ด้วยการ
. ทำลายป่า มาสร้างวัง ( วัดใหญ่เกินพอดี เบียดเบียนชาว บ้าน )

. ชาติ หรือ ชาตะ แปลว่าเกิด
. ชาติของชีวิตคือ การเกิดขึ้นของชีวิต ดำรงค์อยู่ กระทั่งตาย = 1 ชาติชีวิต
. ชาติของกรรม ( การกระทำ ) เรื่องราวที่เกิด ดำเนินอยู่ สิ้นสุด จบลง 1 เรื่อง = 1 ชาติกรรม คนละเรื่องกับชาติของชีวิต เมื่อมีชีวิต จึง มีการกระทำ ( กรรม ) เกิดขึ้น มีเพียง
. มนุษย์ ( ประเสริฐ ( คือบุคคลที่ผ่านการฝึกฝนอย่างดีมาแล้ว ) ) เท่านั้น ที่สามารถ กำหนด เลือกทำ กรรมดี และ เลว ได้ด้วยตนเอง
. กรรม (ในภาษาพุทธธรรมคือการกระทำ เป็นกริยา เป็นผู้กระทำ ส่วนในวิชาภาษาไทย กรรมคือผู้ถูกกระทำ ระวังอย่า งง) กรรม นั้นมีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ
. กรรมดี และ
. กรรมเลว ส่วนต่างคือ มาก น้อย บ่อย ถี่ กว่า ที่สุด โดยสร้างขึ้น แสดงออก กระทำการ ที่
. ใจ ( มโนกรรม = ความคิด จากจิต ใจ )
. วาจา ( วจีกรรม = คำพูด ด้วย ปากพูด ) และ
. กาย ( กายกรรม = การกระทำด้วยมือ เท้า และอวัยวะอื่น ๆ )
. กฎแห่งกรรม คือผลที่เกิดจากการกระทำใด ๆ ไปแล้ว ผลของ
. กรรมดี คือ
. บุญ และกุศล เทียบสุขแบบสงบ ร่มเย็นทางใจ มีสารสุข ( เอ็นโดร์ฟีล ) หลั่งทั่วทางกาย สุขภาพจึงแข็งแรง จิตใจแจ่มใส เพราะร่างกาย และจิตใจ ทำงาน สัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันตลอดเวลา จึงมองโลกในด้านบวกเสมอ จะรู้สึก
. พอใจ รู้คุณค่า สิ่งของที่มีอยู่แล้ว ( เช่น นิ้วหัวแม่มือ ลองมัดไว้กลางผ่ามือ สมมุติว่า ขาดไป หรือใช้ผ้าดำปิดตา 1 ข้าง 2 ข้าง จะเป็นอย่างไร ) ใช้ความรู้ ความสามารถในทางที่ถูกที่ควร ให้เป็นประโยขน์สุขแก่ชาวโลก โดยไม่เบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ ฉ้อฉล ทุจริต ฉ้อราษฎร์ บังหลวง เบียดบัง โลภมาก ฯลฯ ทั้งตนเอง ญาติ และบริวาร ฯลฯ
. ส่วนผลของกรรมเลว คือ
. บาป ทุกข์ทั้งกาย และใจ จะตรงข้ามกับ บุญ กุศล มีสารทุกข์ ( อะดีนารีล ) หลั่งทั่วทางกาย สุขภาพจึงทรุดโทรม หน้าดำ หมองคล้ำ คร่ำเครียด ระทมอมทุกข์ ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ระบบย่อย ดูดซึม ระบบเลือด ระบบหายใจ ภูมิต้านทานโรค ความรู้สึก จำ นึก คิด ทำงานผิด เพี้ยน ไม่ปกติ ฯลฯ
. ผลกรรม จะดี เลว มาก น้อย ช้า เร็วบ้าง ขึ้นอย่กับชนิด ปริมาณ เวลา ของ
. ชาติกรรม (วงจรของการกระทำต่าง ๆ) หลายร้อยชาติกรรมในแต่ละวัน หลายล้านชาติกรรมใน 1 ชาติชีวิตเมื่อหักลบกันแล้ว ไม่มีใครสามารถหลีกหนี
. กฎแห่งกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) พ้น

. ธรรมชาติ = ธรรม+ชาติ ความพอดี ครบพอดี เช่นเมล็ดพืช ต้องได้ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ จึงเกิด และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะมีการปรับให้พอดี และ รักษาความ "พอดี " นั้นไว้ อย่างสอดคล้อง เหมาะสม ธรรมชาติ จึงอยู่ได้นาน เกิน 4,000 ล้านปีมาแล้ว
. ยุติธรรม = หยุด ที่ความพอดี ตกลงกันที่ความพอดี เป็นกลาง ที่ดี ถูกต้อง
. เป็นธรรม = ความพอดี ที่ทุกฝ่ายพอใจ
. คุณธรรม = ความพอดีที่มีคุณค่า คุณประโยขน์ ทั้งผู้ให้และผู้รับ
. จริยธรรม = ความพอดี ที่ผสมอยู่ในทุกการกระทำ สามารถรู้ เห็น พิสูจน์ได้
. วัฒนธรรม = พยายามรักษา ทนุบำรุง ทำความพอดี ที่มีอยู่แล้วให้คงไว้ สร้าง ปรับปรุงให้ความพอดีนั้น ดีขึ้น หรือดำรงค์ความพอดีนั้นให้ยาวนานที่สุด
. ธรรมกลาย = นำศรัทธา ของพระพุทธศาสนา อันเป็น
. ทรัพย์สินทางปัญญาของพระพุทธเจ้า มาตัดทอน ดัดแปลง แต่งเติม บิดเบือน เพื่อหลอกลวงทรัพย์ ของผู้ที่อ่อนด้อยทางปัญญา ความรู้ ความคิด ( จับจุดอ่อนของพวกบ้าบุญ อยากบุญโดยวิธีมักง่าย ชอบแบบสำเร็จรูป ) ด้วยวิธีการ ใช้
. พิธีกรรม แสดง อวดอ้าง อิทธิฤิทธิ์ ปาฏิหาริย์ พลังแฝง ความเล้นลับ ความวิเศษ สร้างนิยาย จากความฝัน สานเป็น
. อกุศโลบาย ( อบายที่ไม่เป็นกุศล ) ต่าง ๆ ลวงให้เข้าใจว่า บุญ และความสุข สงบ อันเป็นผลจากการทำดี นั้น มีขาย ซื้อ แลก ได้ด้วยเงิน ทอง ที่ดิน ทรัพย์สินต่าง ๆ ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งได้บุญมาก ทำนองนี้ หรือ สะเดาะเคราะห์ สลัดทิ้ง ลดบาปจากกรรมเลว ต่ออายุ ฯลฯ ด้วยการ แผ่อิทธิพล ขยายฐานอำนาจ เงิน ทรัพย์สินอื่น ๆทั้งด้านธุระกิจ การเมือง ฯลฯ ปลอมแปลง ปลอมปนหลักพุทธธรรม นำเผยแพร่ผ่านสารพัดสื่อทันสมัย ด้วยวีธีการตลาด ให้เงิน ทอง ที่ดิน ฯลฯ ไหลมา เทมา ต้นเหตุแห่งการทำให้สังคมผิดเพี้ยนด้วยเรื่องเลวทรามต่ำช้า ฯลฯ ชาวไทยเกินกว่าครึ่ง ไอคิว ต่ำกว่ามาตรฐาน ต้นตอเชื้อชั่วที่ทำลายพระพุทธศาสนา เป็นกากเดนชั่วของสังคม อาญชญากรรมร้ายรุนแรง ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสนใจ เพราะการขาด
. ความรู้ ( วิชา )
. อวิชา ( ความไม่รู้ ) หากเราพอมีความรู้
. ธรรมมะขั้นพื้นฐาน ที่แท้จริง พอเข้าใจอยู่บ้าง เราจะรู้ทันที่ว่าเป็น ก๊วน แก๊ง ทำลายศาสนา ในคราบพระ ที่ใช้พลังทรัพย์จากการหลอกลวง ขยายฐานอำนาจ ไปทั่วประเทศ ทุกระดับชั้น หลายสาขาอาชีพ หลายสถาบัน และอีกหลายประเทศทั่วโลก ถึงขั้นมีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทั้งหมด ล้วนจัดเป็น
. อธรรม ( ไม่ใช่ธรรมมะ ) ไม่ใช่หลักพุทธศาสตร์ ที่แท้จริง เราจึงควรช่วยกันต่อต้าน อย่าส่งเสริม สนับสนุน ไม่เข้าไปมีส่วนร่วม รับการเฉลี่ย หารผลของบาปกรรมนั้น ๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

มีผล เพราะมีต้น ให้มีสติ ใช้ปัญญา เรียนรู้ หาสาเหตุ วิธีแก้ไข ปัญหาที่
. ต้นเหตุ
. ทุกข์ เกิดจาก กิเลส ( จากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ) ก่อให้เกิด
. ตันหา ( ความอยาก )
. ภวตันหา คือ อยากได้ อยากมี อยากเป็น
. วิภวตันหา คืออยากไม่ให้ได้ อยากไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น ( ส่วนที่ใจไม่ชอบ เช่นโรค ภัย เจ็บปวด คุกตาราง ฯลฯ ) เมื่อความอยากได้ เอาแต่ได้ และความอยากไม่ อยากไม่ขัดใจนายใหญ่ นายหญิง ผู้เคยเกื้อกูล ฯลฯ จึงทำให้ เปลี่ยนจาก
. รัก ( รักแท้+เมตตา ) คือการให้ การเสียสละ กลายเป็นหวังแต่จะรับ จะเอามากกว่าให้ เรียกว่า
. โลภ ( รัก+ใคร่ คือชอบ และอยากได้ไว้ ครอบครอง เป็นเจ้าของ เช่นคู่ครอง ทรัพย์สิน เงิน ทอง อำนาจ ยศ ศักดิ์ ฯลฯ ) ถ้าไม่ได้ดังต้องการ มีคนโน้น คนนี้ คอยตรวจสอบ ขัดขวาง การโลภนั้น จึง
. โกรธ เมื่อโกรธ สารทุกข์ ( สารอดีนาลีน ) หลั่ง ทุกระบบทั่วร่างกายทำงาน ทำงานผิดพลาดหมด หน้าดำ คร่ำเครียด ร้อนรุ่มใจ หาทางออกไม่ได้ อำนาจเดิม เงินเท่าเดิมไม่พอ ต้องเสาะแสวงหาเพิ่ม เหมือนเด็กติดเกมส์ ต้องเอาชนะให้ได้ แค่โกรธอย่างเดียว ก็เทียบ นรกด่านแรก แล้ว ต่อไปจึง
. หลง คือการขาดสติ มาควบคุมการใช้ปัญญา แม้ปัญหาเพียงเล็กน้อย หากหลง ทางความคิด ตั้งต้นผิด ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ฟังใคร จะไปอุบล แต่ไปโผล่ที่ เชียงใหม่ หรือ ไหลไปนราธิวาส ไกลคนละทิศ แม้จะกลับที่เดิม ยังไปไม่ถูก

. วิธีแก้ไข ดู "ขั้นตอนการปฏิบัติพุทธธรรม" ย้อนขึ้นลงทีละ 1 ขั้น แต่มิใช่ไปหลงอยู่ในขั้นสมาธิ อย่างเดียว จนขาดสติ ไร้ปัญญา ซึ่งมีผู้คนถูกหลอก เสียหายไม่รู้ตัว มากมายคณานับ หลายร้อยปีมาแล้ว กำลังถูกหลอกอยู่ในปัจจุบัน และจะต้องถูกหลอกไปอีกนาน เพราะเชื่อผู้นำที่ขาดธรรม ทั้งความรู้ และการปฏิบัติ แห่เชื่อ ตามกระแส การโฆษณา ชวนเชื่อ เพื่อหวังผลประโยชน์ต่าง ๆ
. วิธีรักษา แก้ไข ใช้ พุทธโอสถ พรหมวิหาร 4
. ส่วนใหญ่ ใช้เพียง
. เมตตา ( ศาสนาคริสต์ เรียกว่า ความรัก รัก+เมตตา ( โรแมนติค ) คือให้มากกว่ารับ ผลเป็นกุศล ส่วน รัก+โลภ ( อีโรติค ) คือรักใคร่ หวังรับมากกว่าให้ การแสดงออกมักเป็น อกุศโลบาย ต้องการ เป็นเจ้าของ อยากครอบครอง สิ่งที่ชอบนั้น ) ข้อเดียวให้ถูก ปริมาณ เวลา ( พอดี ) ก็
รักษาได้ ทั้ง 4 อาการ รัก โลภ โกรธ หลง แล้ว คือ
. เมตตา คือการให้ แบบนามธรรม มักมองไม่ค่อยเห็น เช่นให้ความรัก การเสียสละประโยชน์สุขส่วนตน ให้อภัย ให้โอกาส หากใช้เมตตาเป็นแล้ว จะไม่ทำ ผิดศีลทั้ง 5 ข้อ หรือแถม วิตามินเสริม
. กรุณา ช่วยเหลือ เกื้อกูล เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นรูปธรรม เช่นให้ทรัพย์สิน สิ่งของ เงินทอง ฯลฯ แต่ต้องให้แบบไม่หวังผลตอบแทน และไม่มีใครต้องทุกข์ร้อนจากการให้ นั้น ๆ
. มุทิตา ยินดีกับผู้สำเร็จ ผู้ชนะในทางดี เห็นใจผู้ที่ อ่อนแอ ด้อยโอกาส ขาดพลัง พ่ายแพ้ สูญเสีย กลัว หลง ( เพราะไม่รู้ เป็นส่วนใหญ่ ) แต่หาก ให้ยาไปแล้ว ยังไม่สนใจจะดู จะดม จะกิน หรือกิน ทาบางส่วน บางเวลา ไม่ตามกฏ กติกา ย่อมไม่ได้ผล ข้อที่เหลือ คือ
. อุเบกขา คือการทำตัวเป็นกลาง ไม่ยัดเยียดกรรมดีให้เพิ่ม ( อบอุ่นมากไป ก็ร้อน ไม่พอดี ) ส่งไปไม่มีคนรับ เปลืองพลังเปล่า ๆ ( เหมือนโทรทัศน์บางช่อง คนไม่เปิดดูแล้ว ) แต่ยังคงต้อง ยึดมั่น ทำ
. สัมมาทิฐิ ( ความคิด ความเห็น ในทางถูกธรรม ) ต่อไป ไม่ประชดประชัน พูดจาเยาะเย้ย เสียดสี หรือทำสิ่งเลวร้ายเพิ่ม เป็น
. มิจฉาทิฐิ ซึ่งก่อให้เกิดกรรมติดลบได้

ทุกข์หนักสุดของมนุษย์ คือ
. เจ็บไข้ป่วย ทางกาย ( การไม่มีโรคเป็นโชคอย่างยิ่ง ) จะขอเลื่อน ลดหย่อน ผ่อนผัน ไม่ได้ นอกจากป้องกัน รักษา และ
. ทุกข์หนักทางใจ คือการ
. เป็นหนี้ จะเป็นหนี้กรรม หนี้เงิน หนี้ชีวิต ฯลฯ ( การไม่มีหนี้ เป็นดีที่สุด )
เป้าหมายปฏิบัติธรรม สำหรับ ชาวบ้าน ( พุทธศานิกชนผู้มีหน้าที่ ช่วยกัน ทำนุ บำรุง พุทธศาสนา อย่างพอดี พอควร
หรือเรียกว่าฆราวาส มีสุขแบบชาวโลก โลกียะสุข เอาทุกข์ทิ้งไป เอาสุขมาใส่แทน ถ้าใส่มากเกินพอดี สะสมมาก เท่ากับเราแบกโลก ( โลกีย์ ) ไว้ ยิ่งมาก ก็ยิ่งหนัก *****

. เครื่องมือใช้ปฏิบัติธรรม คือ 5 ข้อห้าม 38 ข้อให้
. ศีล 5 และ
. มงคลชีวิต 38 ข้อ
1.ไม่คบคนพาล ( คบ คือการพูดคุยกัน เกินกว่า 5 ประโยค พาลคือคนที่ไม่รู้ ผิด ถูก ชั่ว ดี บาป บุญ คุณ โทษ )
2. ให้คบคนดี ( อย่างน้อยต้องรู้จักรักตนเอง รักพ่อแม่ ) ฯลฯ ( ที่เหลือ อีก 36 ข้อลองหาอ่านดู ) ถ้าเอามงคลไปใส่วัตถุหมด จะได้
. วัตถุมงคล ( แต่ชีวิตจะไร้ มงคล )

. ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ ก่อนการสร้างกรรมต่างๆ ( คิด พูด ลงมือทำ ) คือ
. สว่าง
. สอาด
. สงบ
. สมาธิ
. สติ
. ปัญญา
. เรียนรู้ ( ฟัง อ่าน ถาม เขียน คิด )
. สร้างทางเลือก
. ตัดสินใจ
. ลงมือทำ
. วิเคราะห์ แก้ไข
. วิจัย
. พัฒนา
โดยมีหลักธรรม ( ความดี ) เป็นแนวทาง และหลักชัยของชีวิต
. สว่าง คือเห็นชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่มองผิดเป็นถูก
. สอาด เป็นระเบียบทั้งสถานที่ สิ่งแวดล้อม จิตใจ
. สงบ คือ สงบที่ใจ หรือ สิ่งแวดล้อมที่สงบ จะช่วยให้ใจสงบง่ายขึ้น
. สมาธิ มีผู้คิดค้นหลายร้อยวิธี หลายรูปแบบ วิปัสนา กรรมฐาน กำหนดลมหายใจ เดิน จงกลม ฯลฯ ทุกวิธี คือการหยุดพัก อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง เครียด เกลียด กลัว ฯลฯ เพื่อให้ เกิดความ โล่ง ว่างในจิตใจ ให้
. สามัญสำนึก ( คิดได้เอง แบบไม่ถูกผสม ปรุงแต่งด้วยอารมณ์ ) ความคิดพื้นฐาน ธรรมดา ( รวมทั้งที่มีอยู่ เสมือนโปรแกรมสำเร็จรูปใน ทั่ว ๆ ไป ) ได้ทำงานเองบ้าง เมื่อจิตใจโปร่งใส ไม่ขุ่น ไม่หนัก ไม่แน่น ก็มี
. สติ ( การรู้ตัว ) ใช้เพื่อควบคุมอารมณ์ จากตันหา คือความอยาก และความกลัว ฯลฯ ให้มีเหลือน้อยสุด ให้เกิดการใช้ ร่วมกับ
. ปัญญา ( ความคิด นึกข้อมูลเดิม จากที่เคยจำไว้ มาประมวลเพิ่ม ) และต้องตามด้วย
. หลักพุทธธรรม รู้ แยกแยะถูก ผิด ชั่วดี เลือกวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้
. กรรม ( การกระทำ ด้วย การคิด พูด และการใช้อวัยวะต่างของร่างกาย ลงมือทำ ) จากธรรมมะปัญญา มีผลเป็น
. บุญ กุศล สั่งสมเป็น
. บารมี ( บุญสมทบ บุญสะสม ) ให้ลูกหลาน บริวาร ที่ปฏิบัติดี ได้เบิกใช้บารมีได้ ตามควร เมื่อบุตร ที่เคย
. บวชเรียน ( สมัยโบราณไม่มีโรงเรียน ครู อาจารย์ ) อ่านออก เขียนได้ รู้ ฝึกปฏิบัติธรรมเป็น แยก บาป บุญ คุณ โทษได้ มี
. ศีลธรรม ( ศีลคือข้อห้าม ธรรม คือข้อให้ ปฏิบัติ ) ฝังติดในจิตใจ มักทำแต่ความดี หลีก เลี่ยง ละเว้นการทำความชั่ว พ่อแม่ จึงหมดห่วง มีแต่ความสุขใจ เสมือนได้
. ขึ้นสวรรค์ ( กุศโลบาย ให้คนเห็นจากภาพ ให้ดูแตกต่าง ครงข้ามกับภาพความเจ็บ ปวด ทุกข์ทรมาน จากนรก ผสมกับศิลปะ ชดเชยส่วนขาด นางฟ้าจึงต้องมีรูปร่างดี และ เปลือยอก เหาะเหินแบบนั่งลอยไป แบบสบาย ๆ ( ฝรั่งนอนเหาะ ลู่ลม ผมปลิว จีน เหาะแบบยืนบนเมฆ ไปช้าสง่างาม ฯลฯ แล้วแต่จินตนาการ ) ไม่ต้องหุงหาอาหาร อิ่มทิพย์ ฯลฯ

. พอเพียง คือ การจัดหา รวบรวม หรือนำทรัพยากร ที่มีอยู่แล้ว เช่นที่ดิน แหล่งน้ำ พืช เครื่องมือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด พัฒนา ฯลฯ มาผสมผสาน ลงมือทำให้ สอดคล้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลเต็มที่ กับบุคคล อาชีพ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก็จะมีกิน มีใช้ได้อย่าง พอเพียง ยั่งยืน ส่วนที่เกินพอ จะนำไปขาย ก็ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งเงิน ( ไม่ใช่ 30 50 ไร่ ตามตัวอย่างในพระราชดำรัส พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ) ไม่มีที่ดิน ไม่ทำเกษตร ก็ใช้ทฤษฎีพระราชทานนี้ได้ ใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นแก่การดำรงค์ชีวิต ไม่ตกเป็นเหยื่อโฆษณา ไม่เป็นทาสทางวัตถุ ไม่ตามกระแส ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่ประมาท ไม่สร้างหนี้สิน ( ไม่คุ้มทุน ถ้าไม่มีความสามารถในการทำกำไรอย่างสูงด้วยการผูกขาด เพราะต้นทุนต่าง ๆ ถูกบวกกำไรมาก หลายทอด ดอกเบี้ยแพง และ คอยกัดกินทุนตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด ) อย่าให้ค่าของมูล (มูลค่า) มากกว่าค่าของคุณ (คุณค่า)
"พอเพียง" จึงเหมาะกับทุกสาขา อาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกาลสมัย ทุกประเทศทั่วโลก อีกข้อ สำคัญ
. ความจน นอกจากไม่เคยทำร้ายใครแล้ว จุดเกิดอัจฉริยะเอก และ ทุกภูมิปัญญาท้องถิ่น นวรรตกรรม การพัฒนา ในทางที่ดีงาม มีคุณค่าต่อมวลมนุษย์ชาติ และ โลก ล้วนเกิดจาก บุคคลทีไม่ร่ำรวยวัตถุทั้งสิ้น ( มารวยภายหลัง ) เพียง
. รู้จักพอ ก็เป็นสุข หากไม่รู้จักพอ ไม่เคยพอ เท่าไรก็ไม่พอ แม้มีทรัพย์กี่แสนล้าน ก็ต้องทุกข์ ทรมานตลอดไป ไม่สิ้นสุด การกินไม่ได้ นอนไม่หลับ สุขภาพเสื่อมถอย ก่อนวัยอันควร ก็เปรียบดั่ง นรก เช่นกัน
. ธรรมมะปัญญา ( ช่วยให้เก่ง และดี ) จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องใช้คู่กับสติ เพื่อให้รู้ตัว อยู่ตลอดเวลา ว่า สิ่งที่ คิด พูด ทำ จะก่อให้ ตนเอง หรือผู้อื่น เป็น ทุกข์ เดือดร้อน กาย ใจ หรือไม่ เป็นการให้ ( ทาน เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ) หรือเป็นการเอา ( โลภ ) มีผลทำให้ ผู้อื่น ตลอดจนสรรพ อยู่ดี มีสุข หรือ ทุกข์เพียงไร และกรรม ( การกระทำ ) ต่าง ๆ มีส่วนผสมของศีลธรรม มากน้อยเพียงไร

. ขั้นอนุบาล ต้องมี รูป ภาพ อุปกรณ์ พิธีกรรม
. กุศโลบาย ( อุบาย+กุศล ) นิทาน มากหน่อย ( แต่ระวังอย่าเพลินกับอุปกรณ์ หรือพิธีกรรมมากเกินไป อย่าให้ความอยากนำทาง ) ถ้าถึง
. ขั้นอุดม ( มหาวิทยาลัย ) มักไม่ได้ใช้พิธีกรรม อุปกรณ์เสริม ฯลฯ มากนัก ลองสังเกตุดู จะรู้ ว่าใคร อยู่ระดับใหน เราจึงต้องไป
. วัด กันบ่อย ๆ เพื่อ "วัด" ความก้าวหน้าทางธรรม กับตนเอง ที่ผ่านมา และ "วัด" กับผู้อื่น ว่า เรามีหลักธรรม ได้ใช้
. ประโยชน์ธรรม ( จากทรัพย์สินทางปัญญา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ) มาก น้อย เพียงไรเพื่อนำไปใช้ "วัด"
. ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อ ครอบครัว ถึงสังคมประเทศ ต่อสิ่งแวดล้อม อย่าให้
. ค่าของมูล ( มูลค่า ) มากกว่า
. ค่าของคุณ ( คุณค่า คุณประโยชน์ )

. การฝันคือการที่ สามัญสำนึก และ
. จิตนอกสำนึก ( จิตที่ทำงานได้เอง โดยอัตตโนมัติ หลังจากผ่านการฝึกฝนมาแล้วจนชำนาญ เช่นกิน เดิน ฯลฯ จนเป็นนิสัยถาวร ) ทำงานร่วมกัน
. ปลุกให้ร่างกายตื่น เพื่อแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ขณะนอนหลับ เช่นนอนกดทับเส้นเลือด ปวดปัสสาวะ หิวจัด หนาวจัด ฯลฯ โดยการนำเรื่องราว ที่เคยได้พบ อ่าน ฟัง จากความจำ มาสร้างผสมกันเป็นเรื่องราว ทั้งเรื่องทางดี และทางร้าย น่ากลัว น่าเกลียด ตื่นเต้น ฯลฯ เปลี่ยนเรื่อง ผสมกันไปเรื่อย ๆ หลายสิบเรื่อง เรื่องที่ปลุกให้ตื่น และจำได้ คือเรื่องที่เราเคยให้ความสำคัญมากที่สุด มีทั้งดีใจ เศร้า เสียใจ ตกใจสุด ๆ ( โรคไหลตาย หรือหลับตายในรถ ร่างกายอาจได้รับสารพิษ อากาศพิษ อ่อนเพลียมาก ส่วนหนึ่งเลือดข้นมาก เพราะขาดน้ำ เมื่อความฝันปลุกไม่ตื่น ขาดอ๊อกซิเจน หรือสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เซล์ลสมองตาย สั่งการไม่ได้ทั้งระบบ จึงเสียชีวิต ) ส่วน
. จิตในสำนึก ( ซึ่งมักเป็นเรื่องใหม่ ทั้งดี และเลว ต้องตั้งใจ ตั้งสติ ให้รู้ตัว ควบคุมอยู่ตลอดเวลา ใช้พลังงานในการสั่งการมาก จึงมักรู้สึกอ่อนเพลีย มากกว่าปกติ เช่นฝึกขับรถใหม่ ๆ ฝึกว่ายน้ำ ฯลฯ ) จิตในสำนึก จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้
. จิตนอกสำนึก สร้าง
. นิสัยถาวร ( สันดาน ) พัฒนาให้ดีขึ้น หรือ ทำให้เลวลง
. ผู้นำ ผู้ใหญ่ กระแสสังคม สิ่งแวดล้อม วัย ความรู้ หลักธรรม ฯลฯ ล้วนมีอิทธิพล ต่อการรับรู้ ในการปลูก ฝัง จิตสำนึก ของทุกผู้คน โดยเฉพาะ เด็ก เยาวชน หากทุกคน มีธรรมมะ . ปลูกฝังอยู่ในจิตใจ ใช้ความรู้ สติ ปัญญา คิดแยก ถูก ผิด บาป บุญ คุณ โทษ ฯลฯ ได้ เลือกทำเป็น แก้ปัญหาได้ ไม่ใช้
. มิจฉาทิฐิ( ความดื้อรั้นในความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เป็นตัวที่ก่อให้เกิดการแตกแยก สงคราม การทำร้าย เข่นฆ่ากัน ) คิด พูด และ ทำ ในเรื่องดี กรรมที่เป็นบุญ กุศล จากการทำความดีนั้น จะส่งผลให้เกิด
. สันติสุข ในทุกสังคม ของ มนุษย์ และ สรรพ ได้อย่างถาวร
. สงคราม อาชญากรรม ทั้งหมด ปล้น จี้ ตี ชิง ข่มขืน ฆ่า วางเพลิง การพนัน ยาเสพติด การค้ามนุษย์ ทุจริต คดโกง ลวงทรัพย์ เสพติดเงินทอง และ อำนาจ ฯลฯ รวมถึงเรื่อง
. อัปมงคล ( ไม่เป็นมงคล ) ต่าง ๆ ล้วนเกิด จากโรค
. ขาดธรรมะ ทั้งสิ้น

. เป้าหมาย ธรรมมะ ของทุกศาสนา มีจุดหมายคล้าย ๆ กัน คือให้ทำดี อย่างต่อเนื่อง
. แตกต่างที่ขั้นตอน พิธีกรรม ที่ทำให้มีสติ รู้ และใช้ปัญญา ทำในสิ่งดี ๆ เพื่อให้เกิด ประโยชน์สุข ต่อ ตนเอง และมวลมนุษย์ชาติ และสรรพ ในโลก เพื่อสันติภาพ สันติสุข ที่แท้จริง ตลอดไป

. ถ้าไม่รีบวิเคราะห์หาสาเหตุแห่งโรคให้เจอ และรีบรักษาให้ทันเวลา โดยความร่วมมือ ของทุกฝ่าย เมื่อหลายโรคแทรก รุมเร้า ยากที่จะเยียวยา รักษา ถึงเวลานั้น อัจฉริยะหมอสุดยอด เก่งกาจเพียงไร ก็ยากที่จะรักษาให้รอดได้ และ
. ความทุกข์ ยาก แสนเข็ญ ซึ่งพระพุทธองค์ ทรงหาทางดับให้แล้วนั้น จะยิ่งกระจาย ความเดือดร้อน แพร่ระบาด มากมาย รวดเร็ว และทั่วถึง

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 94

ความจริงจะไม่เปลี่ยน มีแต่ความเห็นของคนเท่านั้นที่เปลี่ยน

อกหักนั้น ไม่ทุกข์ถึงตาย แต่ทำให้เราเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

การเจริญสติที่แท้จริงคือการดำเนินชีวิตที่เป็นไปโดยธรรมชาติ อย่าไปตีความการปฏิบัติให้แคบลง ให้เหลืออยู่แต่ในคอร์สวิปัสสนาหรือการเจริญสติในวัด

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธรรมมะ บทที่ 93

ว่าด้วยความจริงจัง

คนโง่ : เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นเรื่องจริงจัง จึงเครียดแทบบ้า

คนฉลาด : เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นเรื่องเล่นๆ จึงสนุกสนานจนไร้สาระ

คนเจ้าปัญญา : เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นตัวเร่งวิวัฒนาการ จึงรุ่งเรืองรวดเร็ว

ว่าด้วยความประสบความสำเร็จ

คนโง่ : รอให้ความสำเร็จมาหา อาจต้องรอหลายชาติกว่าจะพบซักครั้ง

คนฉลาด : เดินไปหาความสำเร็จ จึงอาจมีโอกาสพบบ้างแม้เหนื่อยยาก

คนเจ้าปัญญา : ปักหลักสร้างความสำเร็จ หากสร้างความสำเร็จแน่ๆ และเหนื่อยน้อยกว่า

ว่าด้วยความรักและคู่รัก

คนโง่ กระหายคู่ จึงอยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะไม่เป็นสุข ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นเสมอ

คนฉลาด ปฎิเสธคู่ จึงเป็นสุขเมื่ออยู่คนเดียว และเป็น ทุกข์เมื่ออยู่กับคนอื่น และหากยังต้องพึ่งพิงก็ยิ่งระทม และขมขื่น

คนเจ้าปัญญา ไม่แสวงหา แต่ก็ไม่ปฎิเสธคู่ที่พึงมี หาก มีคู่ก็ประคับประคองกันไปสู่ชีวิตที่สูงส่งยิ่งขึ้นทั้งคู่ จึงอยู่ คนเดียวก็ได้เป็นสุขดี อยู่กับคู่ก็ดีเป็นสุขได้

ว่าด้วยสัจจสัมพันธ์

คนโง่ ไม่รักษาสัจจะ จึงไม่มีใครเชื่อถือ ตนก็ไม่อาจเคารพในตนได้

คนฉลาด คลั่งไคล้สัจจะ แยกไม่ออกระหว่าง ประโยชน์และโทษของสัจจะแต่ละระดับ.....จึงมักพาตนและพาคนอื่นติดกับดักแห่งความจริงโดยไม่ตั้งใจ

คนเจ้าปัญญา. ทำสัจจะกับปัญญาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จึงมีสัจจะรักษา และมีอำนาจพิเศษยิ่งกว่าคนทั่วไป

ว่าด้วยความเป็นไปได้

คนโง่...ชอบคิดว่าทุกสิ่งที่หวังเป็นไปไม่ได้ จึงขังตนเองในความเกียจคร้าน ชีวิตต่ำต้อย

คนฉลาด...ชอบคิดว่า ทุกสิ่งที่หวังเป็นไปได้ จึงทะยานไปในตัณหาไม่รู้จบ ชีวิตกระเจิดกระเจิง

คนเจ้าปัญญา...ย่อมเห็นว่าในบรรดาสิ่งที่หวัง บางสิ่ง เป็นไปไม่ได้ บางสิ่งเป็นไปได้ ในบรรดาสิ่งที่เป็นไปไม่ ได้ทั้งหมดนั้น บางสิ่งเป็นไปไม่ได้ถาวร บางสิ่งเป็นไป ไม่ได้ชั่วคราว และในบรรดาสิ่งที่เป็นไปได้ถาวรนั้น บาง สิ่งก็ไม่มีประโยชน์ บางสิ่งมีประโยชน์ เขาจึงปรับความ หวังให้สอดคล้องกับความเป็นไปได้ที่มีประโยชน์ และ ปรับสิ่งเป็นไปไม่ได้ชั่วคราวให้เป็นไปได้มากขึ้น ชีวิตจึง อยู่กับความสมหวังและการพัฒนาโดยลำดับ

ว่าด้วยพันธสัญญา

คนโง่ ไม่กล้ารับปากใครแม้กับตนเอง จึงไม่ได้รับความเชื่อถือแม้ต่อตนเอง

คนฉลาด รับปากเรื่อยไปในทุกเรื่อง ต้องเพียรพยายามทำตามสัญญาด้วยความเหนื่อยยาก และทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้รับความเชื่อถือบ้าง ไม่เชื่อถือบ้าง

คนเจ้าปัญญา ชวนทุกคนที่เกี่ยวข้องร่วมพันธสัญญาจึงได้พลังร่วมของส่วนรวมที่จะขับเคลื่อน ภารกิจไปสู่ความสำเร็จ

ว่าด้วยผู้พูด

คนโง่ ชอบให้อารมณ์พูด จึงผิดพลาดมากล้มเหลวบ่อย

คนฉลาด ชอบใช้เหตุผล จึงถูกต้องมากแต่ มักไร้ความรู้สึก และประสบแต่ความสำเร็จอันแห้งแล้ง

คนเจ้าปัญญา ชอบใช้ธรรมะพูด จึงบริสุทธิ์ เหนือถูกผิด และเป็นหนึ่งเดียวกับความสำเร็จโดยธรรม

ว่าด้วยความเป็นธรรม

คนโง่....ชอบเรียกหาความเป็นธรรม จนบ่อยครั้งใช้ กระบวนการที่ไม่เป็นธรรมในการเรียกหา....จึงพาให้ยิ่ง ห่างไกลความเป็นธรรม

คนฉลาด ชอบสร้างความเป็นธรรม ปั้นแล้วปั้นอีก ปั้นอย่างไรก็ไม่เป็นธรรมแท้ แม้พยายามถึงที่สุด เพราะ ความเป็นธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปรารถนา ของใคร จึงเป็น ความหวังดีที่ล้มเหลวเรื่อยไป

คนเจ้าปัญญา ชอบประพฤติธรรม ดำรงอยู่และดำเนินไปโดยธรรม จึงได้สิทธิพิเศษโดยธรรม

ว่าด้วยการบริหารอารมณ์

คนโง่ มักจมอยู่ในอารมณ์ ด้วยคิดว่าอารมณ์ คือเขาเขาคืออารมณ์ เขาจึงเป็นทาสของอารมณ์เสมอ

คนฉลาด ชอบปฎิเสธอารมณ์ เพราะคิดว่าอารมณ์คือสิ่งรบกวน ทำตัวเป็นคนสงบที่ไร้อารมณ์ เขาจึงเป็นเพื่อนกับผีดิบ

คนเจ้าปัญญา ย่อมบริหารอารมณ์ สร้างอารมณ์ที่ควรสร้าง เสพอารมณ์ที่ควรเสพ ควบคุมอารมณ์ที่ควรควบคุม รักษาอารมณ์ที่ควรรักษา สลายอารมณ์ที่ควรสลาย เขาจึงเป็นนายของอารมณ์โดยสมบูรณ์

ว่าด้วยการอยู่กับความทุกข์

คนโง่ มัวอดทนกับทุกข์ เมื่อทุกข์ใจก็ไม่กล้าตัดสินใจ จากสิ่งที่ทำให้ทุกข์ จึงต้องทนเจ็บใจตลอดไป สะบักสะ บอม

คนฉลาด มักหนีทุกข์ เมื่อทุกข์ใจก็กล้าตัดใจจาก สิ่งที่ทำให้ทุกข์ จึงโล่งใจไปเรื่อย ๆ ตราบที่ตัดได้และ ต้องเปลี่ยนแปลงร่ำไป

คนเจ้าปัญญา ทำลายเงื่อนไขของทุกข์ ทำใจให้ ไม่เจ็บในทุกข์ จึงไม่ต้องตัดต่อใจอีกต่อไป ใจจึงเป็น ปกติเย็นอยู่ อยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์

ว่าด้วยความยิ่งใหญ่

คนโง่ เห็นว่าตนยิ่งใหญ่ จึงจมอยู่ในตัวตนอันกระจ้อยร่อย ท่ามกลางเอกภพอันไร้ขอบเขต

คนฉลาด เห็นว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่ หวาดกลัว และ เทิดทูนธรรมชาติ ส่วนใดที่ตนเข้าไม่ถึงจึงโยนไว้ในอุ้ง หัตถ์ของภูติผีและพระเจ้า

คนเจ้าปัญญา เห็นว่าความบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่ เพราะทั้ง ตน ธรรมชาติ และวิญญาณทั้งหลาย ล้วนมีเป้าหมาย สูงสุดที่ความบริสุทธิ์

ว่าด้วยปฎิสัมพันธ์

คนโง่ ชอบเอาเปรียบคนอื่น จึงได้ประโยชน์ตนสั้น ๆ แต่เสียคนรัก และความศรัทธา

คนฉลาด ชอบยอมเสียเปรียบคนอื่น จึงได้คนรักและความศรัทธา แต่ขมขื่นในใจตน

คนเจ้าปัญญา ชอบบริหารประโยชน์สุขทุกฝ่าย จึง เป็นสุขใจ ได้คนรัก ความศรัทธา และสถาปนาระบบ ประโยชน์อันยั่งยืน

ว่าด้วยความผิด

คนโง่ เห็นแต่ความชั่วร้ายของคนอื่น และโยนความ ผิดให้ผู้อื่นอยู่เรื่อย เป็นการทำมิตรให้กลายเป็นศัตรู ชีวิตจึงอยู่ในท่ามกลางอันตราย

คนฉลาด เห็นแม้ความชั่วร้ายในตนเอง จึงกล้ายอม รับความจริง และแก้ไขตัว ทำให้ตนดีขึ้น ทำให้แม้ ศัตรูก็ยอมรับได้มากขึ้น ชีวิตจึงเจริญและผาสุกโดยลำดับ

คนเจ้าปัญญา เห็นความชั่วร้ายสากล จึงเข้าใจ ทุกคนในทุกสถานการณ์ เห็นสัดส่วนการบริหารคนที่ เหมาะสม โดยไม่ทำร้ายคน แต่จะทำลายความชั่ว สากล ให้สิ้นไป จึงสนุกสนานในการบริหารเรื่อยไป

ว่าด้วยการปกครอง

คนโง่ คิดปกครองคนอื่น ขณะที่ตนก็คือคน ๆ หนึ่ง จึงไม่อาจปกครองใครได้แท้จริง การทรยศจึงเกิดขึ้นเนือง ๆ

คนฉลาด คิดประสานกิเลสและคุณธรรมของคน จึงลงตัว ตราบที่กิเลสไม่กำเริบและคุณธรรมไม่เสื่อม เมื่อกิเลสกำเริบหรือคุณธรรมเสื่อมก็แตกร้าวเนือง ๆ

คนเจ้าปัญญา คิดยกระดับปัญญาและความบริสุทธิ์ ของคน เมื่อปัญญามากและความบริสุทธิ์ถึงที่สุด ทุกคน จะจัดตนเข้าฐานะหน้าที่อันเหมาะสมเอง จึงไม่ต้อง พยายามปกครองกันอีก

ว่าด้วยการบริหารสถานการณ์

คนโง่ ชอบเข้าสู่สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เป็น ความเสี่ยงอย่างยิ่งของชีวิต ความสำเร็จจึงแขวนอยู่บน ความประมาท

คนฉลาด ชอบเข้าสู่เฉพาะสถานการณ์ที่ควบคุมได้ จึงมีสถานการณ์เพียงน้อยนิดที่เหมาะสม ชีวิตมีความ เสี่ยงต่ำ แต่สำเร็จเพียงเล็กน้อย

คนเจ้าปัญญา บริหารความเสี่ยง ควบคุม ปรับ จุดหมุน กระจาย สลายทุกความเสี่ยง เมื่อเข้าสู่ สถานการณ์ใด ก็เหนี่ยงนำแล้วปล่อยวาง บริโภคคุณค่า แล้วคายกากภัยทิ้งจึงสำเร็จได้ง่ายแม้ในความยากอย่าง ยิ่ง

ว่าด้วยความรักสัมพันธ์

คนโง่ ชอบขอความรักและความเห็นใจ แต่มักได้รับความสมเพชตอบแทนเป็นประจำ

คนฉลาด ชอบให้ความรักความเข้าใจ และมักได้รับความหวังพึ่งพิงตอบเนือง ๆ

คนเจ้าปัญญา ชอบให้ปัญญาที่จะให้ทุกคนรัก และเข้าใจตนเอง จึงได้รับความนับถือ และความมีบุญคุณตอบแทนเสมอ

ว่าด้วยคนดีและคนชั่ว

คนโง่ เห็นคนดีว่าชั่ว เห็นคนชั่วว่าดี ชีวิต จึงประสบภัยใหญ่หลวง

คนฉลาด เห็นคนดีว่าดี เห็นคนชั่วว่าชั่ว ชีวิตจึงต้องระมัดระวัง หลบหลีกเลือกเฟ้นเป็นพัลวัน

คนเจ้าปัญญา เห็นคนดีว่าไม่ดีจริง เห็น คนชั่วว่าไม่ชั่วจริง จึงไม่ยกย่องผู้ใดและไม่เหยียบ ย่ำใคร แต่บริหารทุกคนไปสู่สภาวะที่ประเสริฐ กว่าที่เขาเป็นได้เสมอ

ว่าด้วยความทุกข์และความสุข

คนโง่ เห็นทุกข์เป็นสุข จึงรักษาทุกข์ไว้ ด้วยสำคัญว่าเป็นสุข หรือน่าจะนำสุขมาให้ ยิ่ง รักษาก็ยิ่งทุกข์ จึงระทมร่ำไป

คนฉลาด เห็นทุกข์เป็นทุกข์ แล้วต่อสู้อยู่ ในท่ามกลางความทุกข์ ยิ่งพยายามก็ยิ่งพบความ ไม่น่าพอใจจึงท้อแท้เรื่อยไป

คนเจ้าปัญญา เห็นทุกข์โดยความเป็น ของไร้สาระ จึงโยนทิ้งไปเสีย จนเป็นอิสระ โปร่ง เบาสบายยิ่งนัก

ว่าด้วยการปรนเปรอ

คนโง่ เอาแต่ใจตนเอง จึงได้รับความ สะใจเป็นผล และความรังเกียจเป็นรางวัล

คนฉลาด เอาใจคนอื่น จึงได้รับ ความลำบากเป็นผล และความรักเป็นรางวัล

คนเจ้าปัญญา ไม่เอาทั้งสองอย่าง แต่เอา สัจจะที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขทุกฝ่ายเป็นที่ตั้ง จึงได้รับคุณค่าเป็นผล และได้รับศรัทธาเป็นรางวัล

ว่าด้วยความบ้า

คนโง่ เมาคำพูด จึงประคองสติไม่อยู่ พลั้งพูดพล่อยบ่อยๆ สร้างกรรมและศัตรูมากมาย

คนฉลาด บ้าความคิด เขม่าเต็มขมอง จึง เต็มไปด้วยจิตหลอน สร้างมายาหลอกตนและ คนอื่นมากมาย

คนเจ้าปัญญา บ้าความสงบ จึงพบสติ เต็มตื่น รู้อยู่เป็นหลักให้ตนและคนอื่นได้

ว่าด้วยการบริหารสิ่งเร้า

คนโง่ มักไหลตามสิ่งเร้าที่เข้ามายั่วเย้า จึงแปรปรวนไปไม่รู้จบ

คนฉลาด มักปฏิเสธสิ่งเร้าที่เข้ามายั่วเย้า จึงเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก แต่คับแคบอย่างยิ่ง

คนเจ้าปัญญา นิยมบริหารสิ่งเร้าที่เข้ามา ยั่วเย้า จึงสามารถกลั่นหาประโยชน์สูงสุดจากทุกสิ่งในทุกสถานการณ์

ว่าด้วยความจริงจัง

คนโง่ เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิต เป็นเรื่องจริงจังจึงเครียดแทบบ้า

คนฉลาด เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิต เป็นเรื่องเล่นๆ จึงสนุกสนานไร้สาระ

คนเจ้าปัญญา เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นตัวเร่งวิวัฒนาการ จึงรุ่งเรืองรวดเร็ว

ว่าด้วยการขจัดความชั่วร้าย

คนโง่ ยอมทำชั่วหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง จึงได้รับแต่โทษทุกข์ฑัณท์ ทับถมทวีคูณ

คนฉลาด ย่อมทำดีแม้หลายอย่าง เพื่อ แก้ปัญหาหนึ่ง จึงได้รับความสุขสันต์ หลังเหน็ดเหนื่อยหนักหนา

คนเจ้าปัญญา ย่อมทำบริสุทธิ์เพื่อหลุด จากสารพันปัญหา จึงได้รับความเบิกบานนิรันดร์

ว่าด้วยสำนึกในส่วนรวม

คนโง่ คิดแต่เรื่องส่วนตัว ทำอะไรก็เพื่อตนเอง แม้อาจทำให้คนอื่นเสียหาย จึงเป็นที่รังเกียจ สังคมไม่ต้องการ

คนฉลาด คิดแต่เรื่องส่วนรวม ทำอะไรก็ เพื่อส่วนรวม แม้อาจทำให้ตนเสียหาย สังคมต่าง ต้องการแต่ตน ไม่อาจตั้งอยู่ได้

คนเจ้าปัญญา คิดแต่เรื่องคุณธรรม ทำอะไร ก็เพื่อประโยชน์สุขทุกฝ่ายในทุกกาลเวลา จึงเป็นที่ ต้องการของทุกฝ่าย ในขณะที่เขาอาจจะไม่ต้องการ ใครเลย

ว่าด้วยความจริงจัง

คนโง่ ประเมินค่าคนจากปริญญา จึงรู้จัก แค่ตรายี่ห้อปะติดชีวิต

คนฉลาด ประเมินค่าคนจากความสามารถ จึงรู้จักคุณภาพของชีวิต

คนเจ้าปัญญา ประเมินค่าของคนจากความ เอื้อประโยชน์ จึงรู้จักประโยชน์แท้แห่งชีวิตจริง

ว่าด้วยค่าของคน

คนโง่ ประเมินค่าคนจากปริญญา จึงรู้จัก แค่ตรายี่ห้อปะติดชีวิต

คนฉลาด ประเมินค่าคนจากความสามารถ จึงรู้จักคุณภาพของชีวิต

คนเจ้าปัญญา ประเมินค่าของคนจากความ เอื้อประโยชน์ จึงรู้จักประโยชน์แท้แห่งชีวิตจริง

ว่าด้วยการแสวงหา

คนโง่ งุ่มง่ามแสวงหาคุณค่าภายนอกตน ยิ่งพบมากก็ยิ่งเห็นว่าตนต้อยต่ำ จึงยอมตนเป็นทาส

คนฉลาด งุ่นง่านแสวงหาคุณค่าในตน ยิ่ง พบมาก ก็ยิ่งเห็นว่าตนล้ำค่า จึงหลงตัวเอง

คนเจ้าปัญญา ย่อมแสวงหาคุณค่าสากล ยิ่งพบมากก็ยิ่งเห็นความธรรมดาในทุกสิ่งจึงมี เป็น และบริโภคทุกสิ่งเหมือนไม่มี ไม่เป็น

ว่าด้วยการบริหารศรัทธา

คนโง่ รู้อะไรก็เชื่อไว้ก่อนว่าจริง หรือ ไม่จริง จึงงมงามอย่างยิ่ง

คนฉลาด รู้อะไรก็ไม่เชื่อไว้ก่อนว่าจริง หรือไม่จริง แต่เอามาทดลอง จนเห็นชัด จึงเชื่อ จึงมีเหตุผลอย่างยิ่ง

คนเจ้าปัญญา รู้อะไรก็ไม่สนใจว่าจริง หรือไม่จริง สนใจเพียงว่ามีประโยชน์และมีโทษเพียงใด แล้วสกัดโทษทิ้ง บริโภคเฉพาะประโยชน์ จึงได้คุณค่าแห่งการรู้ในทุกสิ่ง

ว่าด้วยระบบธรรม

คนโง่ ปรับธรรมะเข้าหาคน จึงได้คน จำนวนมากเดินตามธรรมะเทียม

คนฉลาด ปรับคนเข้าหาธรรมะ จึงได้คน จำนวนน้อยอยู่รักษาธรรมะแท้

คนเจ้าปัญญา ปรับธรรมะและคนเข้าหากัน ณ จุดแห่งประโยชน์สูงสุดที่เหมาะสมและเป็นไปได้ จึงได้คนจำนวนพอดีอยู่รักษาธรรมะที่ดีพอ

ว่าด้วยความเป็นธรรม

คนโง่ ชอบเรียกหาความเป็นธรรม จนบ่อย ครั้งใช้กระบวนการที่ไม่เป็นธรรมในการเรียกหา จึงพาให้ยิ่งห่างไกลความเป็นธรรม

คนฉลาด ชอบสร้างความเป็นธรรม ปั้นแล้ว ปั้นอีก ปั้นอย่างไรก็ไม่เป็นธรรมแท้ แม้พยายามถึงที่สุด เพราะความเป็นธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ปรารถนาของใคร จึงเป็นความหวังดีที่ล้มเหลวเสมอไป

คนเจ้าปัญญา ชอบประพฤติธรรม ดำรงอยู่ และดำเนินไปโดยธรรม จึงได้สิทธิพิเศษโดยธรรม

ธรรมมะ บทที่ 92

คนโง่ คนฉลาด คนเจ้าปัญญา

ว่าด้วยคุณค่าแห่งธุรกิจ

คนโง่ ทำงาน เอาธุรกิจเป็นสรณะ เมื่อธุรกิจรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองกับธุรกิจ เมื่อธุรกิจร่วงก็ร่วงหล่นกับธุรกิจ เมื่อธุรกิจสลายก็ตายไปกับธุรกิจ

คนฉลาด เอาธุรกิจเป็นพาหะ เมื่อธุรกิจดีก็ขึ้นขับขี่ขับไป เมื่อธุรกิจเสียหายก็ซ่อมแซม เมื่อธุรกิจพังทลายก็เปลี่ยนธุกิจใหม่ ขับขี่ ซ่อมแซม และเปลี่ยนธุรกิจเรื่อยไป

คนเจ้าปัญญา เอาธุรกิจเป็นธารณะ จัดระบบเกื้อกูลมหาชน เมื่อเกื้อกูลแล้วก็เก็บเกี่ยวเพื่อการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ เมื่อโลกเปลี่ยนความต้องการก็เปลี่ยนการเกื้อกูล เมื่อโลกหยุดต้องการก็หยุดเกื้อกูล แต่เนื่องจากโลกไม่เคยสิ้นสุดในความต้องการเขาจึงมีงานธุรกิจเสมอตราบที่เขาประสงค์เกื้อกูล


ว่าด้วยการบริหารธุรกิจ

คนโง่ ทำงาน ทำธุรกิจด้วยความอยากได้ ผู้คนจึงหวาดระแวงและถอยหนี

คนฉลาด ทำธุรกิจด้วยความอยากแลกเปลี่ยนผู้คนจึงพิจารณาและคบหาตราบที่ยังได้ประโยชน์

คนเจ้าปัญญา ทำธุรกิจด้วยความอยากให้ ผู้คนจึงต้อนรับด้วยความยินดีแม้จะต้องให้อะไรตอบบ้างก็ตาม

ว่าด้วยการบริหารระเบียบ

คนโง่ ทำงานเพื่อความถูกต้องตามอักขระ จึงเป็นได้แค่เสมียน

คนฉลาด ทำงานเพื่อความถูกต้องตามเจตนารมณ์จึงได้เป็นผู้บริหาร

คนเจ้าปัญญา ทำงานเพื่อความถูกต้องต่อผลสูงสุด จึงได้เป็นเจ้าของ

ว่าด้วยการทำงาน

คนโง่ ทำงานเพื่อเงิน จึงได้เงินมาอย่างยากเย็น และมักไม่ได้คุณค่าอื่น ๆ ของงาน

คนฉลาด ทำงานเพื่องาน จึงได้ผลงานที่ยิ่งใหญ่ และได้เงินตามมาโดยง่าย

คนเจ้าปัญญา ทำงานเพื่อหยิบยื่นคุณค่าแก่สังคม เขาจึงได้ผลงานที่น่าชื่นชม เงิน ชื่อเสียงและมิตรมหาศาลย่อมตามมาเสมอ

ว่าด้วยการกล่าวหา

คนโง่ มักกล่าวหาผู้อื่น จึงมีแต่ศัตรูรอบตัว นำมาซึ่งความหายนะและความตาย

คนฉลาด ชอบกล่าวหาตัวเอง จึงได้รับความสงสารไปทั่ว และนำมาซึ่งความสมเพช

คนเจ้าปัญญา ไม่กล่าวหาใคร ด้วยแท้จริงไม่มีใครอยากผิด แต่พลาดไปเพราะไม่เห็นความผิด หรือเห็นแต่ไม่มีโอกาสเลือกสิ่งที่ถูก หรือมีโอกาสแต่ไม่มีกำลังพอที่จะตัดสินใจเลือก เขาจึงให้กำลังใจทุกคนสู่ความแกล้วกล้า ทุกคนจึงเป็นหนี้บุญคุณเขา และยอมรับเขาดั่งมิตรผู้ประเสริฐ

ว่าด้วยการวิพากษ์วิจารณ์

คนโง่ มัววิพากษ์วิจารณ์นินทาคนอื่น เพราะไม่จริงใจกับใคร จึงไม่มีใครจริงใจด้วย เขาย่อมมีแต่มิตรเทียม

คนฉลาด มัววิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างที่เป็น โดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตนที่ต้องเป็นไป คนอื่นจึงมักไม่เข้าใจเขาที่แปรเปลี่ยนไปเสมอ และไม่มีคนเข้าใจจริงเคียงข้างเขา

คนเจ้าปัญญา ย่อมไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร ด้วยแจ่มแจ้งว่าทุกคนก็เปลี่ยนไป เขาย่อมเลี่ยงคนที่ชอบวิจารณ์ตนและคนอื่น ทุกคนจึงสบายใจที่จะอยู่ใกล้เขา เขาย่อมมีมิตรแท้และมั่นคง

ว่าด้วยผู้พูด

คนโง่ ชอบให้อารมณ์พูด จึงผิดพลาดมาก ล้มเหลวบ่อย

คนฉลาด ชอบใช้เหตุผลพูด จึงถูกต้องมากแต่มักไร้ความรู้สึก และประสบแต่ความสำเร็จอันแห้งแล้ง

คนเจ้าปัญญา ชอบใช้ธรรมะพูด จึงบริสุทธิ์เหนือถูกเหนือผิด และเป็นหนึ่งเดียวกับความสำเร็จโดยธรรม

ว่าด้วยการพูดจา

คนโง่ ชอบเถียง เขาจึงได้การทะเลาะและความบาดหมางแทนความรู้

คนฉลาด ชอบถาม เขาจึงได้ความรู้และมิตรภาพมากกว่าความแตกแยก

คนเจ้าปัญญา ชอบเฉยสังเกตลึก เข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง แล้วจึงนำเสนออย่างเหมาะสม

ว่าด้วยความโง่และความฉลาด

คนโง่ ชอบคิดว่าตนฉลาดแล้ว จึงดักดานอยู่กับความโง่ของของตนตามที่เป็น

คนฉลาด ชอบคิดว่าตนโง่ จึงชอบแกล้งโง่ และมักโง่ได้สมปรารถนาในที่สุด

คนเจ้าปัญญา ย่อมเห็นความโง่และความฉลาดที่ซ้อนกันอยู่ และรู้วิธีที่จะยกจิตสู่ปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงค่อย ๆ หายโง่ และเลิกฉลาดโดยลำดับ

ว่าด้วยการบริหารกระบวนการคิด

คนโง่ ชอบไหลตามความคิด จึงมีภารกิจที่ไม่รู้ตัวอย่างไม่สิ้นสุด

คนฉลาด ชอบสร้างความคิด จึงมีจินตนาการอันสวยหรูแต่ไม่เป็นจริงอย่างไม่สิ้นสุด

คนเจ้าปัญญา ชอบบริหารความคิด สร้างสรรค์ ตกแต่ง ตัดต่อ และละวางเมื่อสมควร จึงได้ประโยชน์จากความคิดสูงสุด

ว่าด้วยความคิด

คนโง่ ทำก่อนแล้วถึงคิด จึงผิดพลาดอยู่เนือง ๆ ต้องเปลืองเวลาและความรู้สึกตามแก้ปัญหาไม่สิ้นสุด

คนฉลาด คิดมากก่อนแล้วถึงทำ จึงเพ้อเจ้ออยู่เป็นประจำ แม้ประสงค์จะทำดีมากแต่ทำได้น้อง เพราะเขม่าความคิดปิดกั้นความหาญกล้า

คนเจ้าปัญญา คิดไปทำไป จึงทำได้อย่างที่คิด และคิดพอดีที่ทำ ประหยัดพลังงานและบริหารเวลาได้เหมาะสม ลดความหลอนป้องกันความผิดพลาดขื่นขมและประสบความสำเร็จโดยไม่เหน็ดเหนื่อย

ว่าด้วยการรู้จักแจ้งตนเอง

คนโง่ อยู่กับตนก็ไม่รู้จักตน จึงกลัวตนไปต่าง ๆ นานา

คนฉลาด อยู่กับตนและรู้จักตนดี แต่ไม่รู้สิ่งที่ดีกว่าตน

คนเจ้าปัญญา ย่อมรู้จักตนดีที่สุดจนทะลุความไม่มีตน จึงบริหารตนได้เสมือนสร้างสรรค์ฟองสบู่ ใช้ประโยชน์จนสุดกู่แล้วก็สลายมลายวับไป

ว่าด้วยการบริหารเป้าหมาย

คนโง่ มักใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย จึงว่ายไปแล้ววนกลับมาที่เดิม ต้องเริ่มต้นใหม่ร่ำไปสู่อนาคตที่ไร้ทิศทาง

คนฉลาด มักตั้งเป้าหมายชีวิตยิ่งใหญ่ จึงไม่พึงพอใจกับภาวะที่ตนเป็นสักที เพราะดูที่ไรก็ยังห่างไกลเป้าหมายเสมอ

คนเจ้าปัญญา ย่อมมีเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต และมีเป้าหมายน้อยนิดสานสู่เป้าหมายใหญ่ จึงมีบันไดความสำเร็จให้บรรลุเป้าเป็นลำดับ ได้กำลังใจและหรรษาไปตลอดหนทาง

อย่ามัวโง่ งมงาย จงขวนขวายพัฒนา และอย่าฉลาดอย่างขาดปัญญา จงเป็นมนุษย์เลิศปัญญายิ่งๆขึ้นไป ที่สำคัญแท้จริง จงมีปัญญาจริงแท้ในจิตใจให้ได้ก่อนอื่น


ว่าด้วยทัศนคติ

คนโง่ ดูหมิ่นความดี มองโลกในแง่ร้ายด้านเดียว จึงได้รับแต่สิ่งชั่วร้ายมาพาชีวิตตกต่ำ กลายเป็นทาสสถานการณ์ ยามพบสิ่งดีจะไม่เข้าใจ จึงพลาดโอกาสใหญ่

คนฉลาด ชอบทำดีและคิดดี มักมองโลกในแง่ดีด้านเดียว จึงได้รับแต่สิ่งดีโดยมาก ครั้งพบสิ่งชั่วร้ายจะทนไม่ได้ ทำใจไม่เป็น ต้องถอยหนีสถานการณ์ ดวงใจแตกร้าว ชีวิตจึงมีแต่ความระคายเคืองและปฏิฆะเร้นลึก

คนเจ้าปัญญา ละชั่วเด็ดขาด และทำดีเป็นนิสัย โดยไม่ติดดี แล้วละแม้ความดีเข้าสู่ความบริสุทธิ์ จึงเห็น ที่สุดแห่งความเป็นจริงแท้แห่งโลกว่า ทุกสิ่งในโลกมีทั้งคุณ โทษ และ ความเป็นกลางอยู่ จึงบริหารสถานการณ์ได้ และทำใจได้ในทุกภาวการณ์


ว่าด้วยความยิ่งใหญ่

คนโง่ เห็นว่าตนยิ่งใหญ่ จึงจมอยู่ในตัวตนอันกระจ้อยร่อย ท่ามกลางเอกภพอันไร้ขอบเขต

คนฉลาด เห็นว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่ หวาดกลัวและเทิดทูนธรรมชาติ ส่วนใดที่ตนเข้าไม่ถึงจึงโยนไว้ในอุ้งหัตถ์ของภูติผี และ พระเจ้า

คนเจ้าปัญญา เห็นว่าความบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่ เพราะตน ธรรมชาติ และ วิญญาณทั้งหลาย ล้วนมีเป้าหมายสูงสุดที่ความบริสุทธิ์


ว่าด้วยการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย

คนโง่ ชอบรวยทางลัด จึงจนอย่างรวบรัดเช่นกัน

คนฉลาด ชอบรวยเชิงระบบ ต้องอิงอาศัยระบบจึงจะรวย เมื่อระบบล่มก็ต้องล้มไปด้วย

คนเจ้าปัญญา ชอบรวยด้วยความยินดี จึงรวยในทุกระดับที่มี ได้ดูดซับคุณค่าของสิ่งที่มีอย่างแท้จริง รวย และ เป็นสุขเสมอ


ว่าด้วยวิถีการดำเนินชีวิต

คนโง่ มักโกงเขากิน กรรมจึงกระหน่ำให้เสียทรัพย์ ยากจนอยู่ร่ำไป ช้ำมีศัตรูคอยกัดกร่อนตลอดเวลา

คนฉลาด แข่งขันแย่งกันกินอย่างถูกกฎหมาย จึงยุ่งยาก และพลาดไม่ได้ เพราะมีคู่แข่งพร้อมย่ำเหยียบเสมอ

คนเจ้าปัญญา แบ่งปันกันกินตามความพอดี จึงมีคนช่วยสร้าง ช่วยรักษา และช่วยเสพ และ มีมิตรร่วมทุกข์ร่วมสุขโดยมาก


ว่าด้วยการบริหารทรัพย์

คนโง่ บริโภคความมีทรัพย์ นั่งนับอย่างเป็นสุขกับการได้มี

คนฉลาด บริโภคอำนาจของทรัพย์ เป็นสุขกับการที่ได้จับจ่ายใช้สอย

คนเจ้าปัญญา บริโภคคุณค่าของทรัพย์ เป็นสุขกับการสร้าง รักษา สละ และ พัฒนาค่าของทรัพย์เป็นคุณสมบัติอื่นที่ยิ่งกว่า


ว่าด้วยคุณค่า

คนโง่ ยึดความชอบ หรือ ความไม่ชอบ เป็นสำคัญ เขาจึงได้รับความสุข และ ความทุกข์อันบีบคั้น เป็นของตอบแทน

คนฉลาด ยึดความถูก และ ความผิด เป็นสำคัญ เขาจึงได้รับศัตรูต่างความคิดเห็นเป็นรางวัล

คนเจ้าปัญญา ยึดประโยชน์สุขสำหรับทุกฝ่ายในทุกกาลเวลาเป็นสำคัญ เขาจึงได้รับศรัทธา และ มหามิตรเป็นกำนัล

ว่าด้วยพฤติกรรม

คนโง่ ชอบเรียกร้อง เขาจึงเป็นที่น่าเบื่อหน่าย และ น่าสมเพชสำหรับคนทั้งหลาย

คนฉลาด ชอบต่อรอง เขาจึงเป็นที่ระแวง ระวังสำหรับคนทั้งหลาย คบหากันอย่างไม่จริงใจ

คนเจ้าปัญญา อาสา สละ เขาจึงเอาชนะใจคนทั้งหลาย และได้รับความรัก ความนับถือเป็นผลตอบแทน

ว่าด้วยการอวดตน

คนโง่ ชอบอวดตัว เขาจึงได้รับความหมั่นไส้ การต่อต้าน และ ความเจ็บปวดเป็นรางวัล

คนฉลาด ชอบถ่อมตัว เขาจึงได้รับความเห็นใจ การดูหมิ่น และการช่วยเหลือเป็นรางวัล

คนเจ้าปัญญา ย่อมมั่นใจตนแต่ไม่นิยมแสดงตัว ไม่ยกตน และ ไม่ถ่อมตัว แต่บริหารสัมพันธภาพเพียงเพื่อผลวางตน และ สำแดงบทบาทตามหน้าที่ เขาจึงได้รับความเคารพ และ ความเชื่อถือเป็นรางวัล

ว่าด้วยความเก่งกาจ

คนโง่ มัวอวดเก่ง จึงไม่มีใครเติมความเก่งให้กับเขาอีก

คนฉลาด ชอบเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเก่งให้ยิ่งขึ้น และเอาความเก่งมาใช้โดยไม่อวด จึงได้ผลงานดี แต่อาจไม่ทุกเรื่อง และอาจไม่ยั่งยืน

คนเจ้าปัญญา หาความเก่งไม่เจอ แต่ทำอะไรก็ยอดเยี่ยมเสมอ เพราะมองเห็นทุกอย่างในตนและนอกตนเป็นธรรมดา ทุกคุณสมบัติจึงเป็นปกติ และ ยั่งยืนสำหรับเขา


ว่าด้วยจรรยามารยาท

คนโง่ แข็งกระด้าง จึงล้มเหลว ดั่งเปลือกไม้ร่วงหล่นลงสู่ดิน

คนฉลาด ยืดหยุ่น จึงกระจายตนไปในสถานการณ์ต่างๆ ดั่งรากไม้แผ่ซ่านไปในผืนปฐพี

คนเจ้าปัญญา อ่อนโยน จึงเจริญงอกงาม ดั่งยอดไม้ที่ทะยานขึ้นสู่ที่สูง


ว่าด้วยความรักสัมพันธ์

คนโง่ ชอบขอความรักและความเห็นใจ แต่มักได้รับความสมเพชตอบแทนเป็นประจำ

คนฉลาด ชอบให้ความรักความเข้าใจ และมักได้รับความหวังพึ่งพิงตอบเนื่องๆ

คนเจ้าปัญญา ชอบให้ปัญญา ที่จะให้ทุกคนรักและเข้าใจตนเอง จึงได้รับความนับถือและความมีบุญคุณตอบแทนเสมอ

ว่าด้วยแหล่งมิตรภาพ

คนโง่ ชอบหาเพื่อนจากวงเหล้า หรือแหล่งอบายมุข จึงได้แต่มิตรเทียม ที่นำภัยมาสู่ชีวิต และ ต้องแตกแยกกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า

คนฉลาด ชอบหาเพื่อนจากงาน จึงได้มิตรดีร่วมอุดมการณ์ แต่เมื่องานหมดหรือล้มเหลว มิตรดีเหล่านั้นก็อันตรธานไป และ บางคนก็ผันมาเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง

คนเจ้าปัญญา ชอบหาเพื่อนจากธรรมสภาวะ จึงได้มิตรแท้ที่มีรสนิยมเหนือเงื่อนไขทางโลก ความสัมพันธ์จึงสะอาด และ มีแนวโน้มนิรันดร


ว่าด้วยความสัมพันธ์ เชิงสร้างสรรค์

คนโง่ มองแต่ความชั่วร้ายในคนอื่น จึงหยิบยื่นแต่โทษให้แก่กัน และได้รับความทุกข์ตรมเป้นของกำนัล

คนฉลาด มองแต่ความดีในคนอื่น จงหยิบยื่นคุณค่าให้แก่กัน และได้รับความสุขระคนทุกข์อันประณีต เป็นของกำนัล

คนเจ้าปัญญา มองทั้งความดีและความชั่วในทุกตัวคน จึงควบคุมโทษแม้เล็กน้อย ที่อาจเกิดระหว่างกัน แล้วหยิบยื่นคุณค่าให้เพื่อการพัฒนาร่วมกัน ปฏิสัมพันธ์ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่องและได้รับความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนเป็นกำนัล

ว่าด้วยวัฒนธรรมสัมพันธ์

คนโง่ เห็นอะไรที่ทำสืบๆกันมา ก็ทำสืบๆกันไป โดยไม่ได้ตรวจสอบประเมินคุณค่าใดๆ จึงผิดๆ ถูกๆ

คนฉลาด เห็นอะไรที่ทำสืบๆ กันมาก็ยังไม่ทำสืบๆกันไป ทำการตรวจสอบประเมินคุณค่าก่อน จึงจะทำสืบๆกันต่อไป จึงได้ประโยชน์ชัดเจน

คนเจ้าปัญญา เห็นอะไรที่ทำสืบๆกันมา และ สืบๆกันไป ก็พยายามพัฒนาต่อเพื่อสิ่งที่ดีกว่า จึงได้ความเจริญโดยลำดับ

ว่าด้วยการสนองตอบผู้มีพระคุณ

คนโง่ เนรคุณผู้มีบุญคุณ จึงไม่มีใครอยากทำดีกับเขาอีก

คนฉลาด กตัญญูผู้มีบุญคุณ จึงมีคนอยากทำดีกับเขามากมาย ซึ่งต้องตามชดใช้บุญคุณกันไม่รุ้จบ

คนเจ้าปัญญา ยกระดับผู้มีบุญคุณให้สูงส่งขึ้น จึงทดแทนบุญคุณกันได้หมด และผู้มีพระคุณกลายเป็นหนี้บุญคุณ และพร้อมที่จะให้พระคุณที่ยิ่งกว่า เกิดวงจรการให้ และการรับที่พัฒนาต่อเนื่อง ทุกฝ่ายจึงได้ประโยชน์อย่างยิ่ง

ว่าด้วยการจัดการกับปัญหา

คนโง่ : พอพบกับปัญหาอะไรก็โวยวาย ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และความสัมพันธ์อีกหลายชั้น จึงยิ่งเสียหาย

คนฉลาด : พอพบปัญหาก็วิเคราะห์ เป็นการใช้ความคิดแก้ปัญหา จึงมักติดบ่วงความคิด วนไปวนมา

คนเจ้าปัญญา : พอพบปัญหาอะไรก็วางก่อน พอเป็นอิสระมีอำนาจเหนือกว่าปัญหาแล้ว จึงจัดการกับปัญหานั้นอย่างเหนือชั้น

ว่าด้วยการบริหารและการปกครอง

คนโง่ : พยายามบริหารคน จึงวุ่นวายสับสนตามธรรมชาติของคน

คนฉลาด : พยายามบริหารประโยชน์สัมพันธ์ จึงยุ่งยากซับซ้อนตามปรารถนาอันไม่สิ้นสุด

คนเจ้าปัญญา : พยายามบริหารระบบธรรม จึงสงบลงตัว ณ จุดพอดี

ว่าด้วยความคิด!!!

คนโง่ : เห็นแต่ความชั่วร้ายของคนอื่น และโยนความผิดให้ผู้อื่นอยู่เรื่อย เป็นการทำมิตรให้กลายเป็นศัตรู ชีวิตจึงอยู่ในท่ามกลางอันตราย

คนฉลาด. : เห็นแม้ความชั่วร้ายในตนเอง จึงกล้ายอมรับความจริงและแก้ไขตัว ทำให้ตนดีขึ้น ทำให้แม้ศัตรูก็ยอมรับได้มากขึ้น ชีวิตจึงเจริญและผาสุกโดยลำดับ

คนเจ้าปัญญา : เห็นความชั่วร้ายสากล จึงเข้าใจทุกคนในทุกสถานการณ์ เห็น***ส่วนการบริหารคนที่เหมาะสม โดยไม่ทำร้ายคน แต่จะทำลายความชั่วสากลให้สิ้นไป จึงสนุกสนานในการบริหารเรื่อยไป.

ว่าด้วยการบริหารธรรม

คนโง่ : ดูหมิ่นธรรมะ ชีวิตจึงหายนะ

คนฉลาด : ศึกษาธรรมะ จึงรู้ลึก และดำเนินชีวิตด้วยดี

คนเจ้าปัญญา : ใช้ธรรมะ จึงดำเนินชีวิตอย่างเหนือชั้น!!

ว่าด้วยความเพียร

คนโง่ : มัวขยันในเรื่องไร้สาระ จึงมักพบปะแต่เรื่องไร้ประโยชน์ แล้วมักตัดพ้อว่า ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี

คนฉลาด : มักขยันในเรื่องที่มีคุณมากมีโทษน้อย จึงได้ประโยชน์มากและมีโทษแทรกบ้าง แล้วมักบ่นว่าอุตส่าห์ระวังอย่างสุดแล้วยังพบเรืองร้ายๆ อีก

คนเจ้าปัญญา : ขยันทำตนให้เหนือคุณและโทษ จึงบริหารสถานการณ์อย่างอิสระ ไม่ปรากฏเสียงตัดพ้อหรือบ่นว่าอีกต่อไป